วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

ปักกิ่งปะทะฮาวานา: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 – 1995 (ตอนที่ 7 สงครามข้าวระหว่างจีนกับคิวบา และการยุติความสัมพันธ์ในระดับพรรคต่อพรรคใน ค.ศ. 1966)


ชาวคิวบาถือเป็นกลุ่มคนนอกทวีปเอเชียเพียงกลุ่มเดียวที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก โดยเริ่มมาจากการนำเข้าข้าวมาเลี้ยงดูแรงงานผิวสีที่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทั้งนี้ คิวบาปลูกข้าวได้เองในปริมาณที่ไม่มากนัก ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกา โดยในทศวรรษ1930 ร้อยละ 25 ของปริมาณการนำเข้าข้าวทั้งหมดของคิวบามาจากสหรัฐฯ และเมื่อถึง ค.ศ. 1949 ก็เพิ่มสูงถึงร้อยละ 90[1] ปัญหาเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติในคิวบาเมื่อ ค.ศ. 1959 เนื่องจากสหรัฐฯ งดขายข้าวแก่คิวบา และคิวบาก็พึ่งพาสหภาพโซเวียตได้เฉพาะข้าวสาลีเท่านั้น ขณะที่ราคาข้าวในตลาดโลกใน ค.ศ. 1962 ยังสูงขึ้นกว่า ค.ศ. 1960 ถึงร้อยละ 20 อีกด้วย ทำให้รัฐบาลของฟิเดล คาสโตรต้องจัดการปันส่วนข้าวในประชาชนแต่ละคนได้รับข้าวปริมาณ 6 ปอนด์ต่อคนต่อเดือน[2] สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1964 เมื่อองค์การรัฐอเมริกัน (The Organization of American States – OAS) มีมติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบา ทำให้คิวบาไม่อาจพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากประเทศในลาตินอเมริกาอย่างอุรุกวัยได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ ตลอดครึ่งแรกของทศวรรษ 1960 จีนจึงเป็นผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญให้แก่คิวบา แลกกับการที่คิวบาส่งออกน้ำตาลไปยังจีน และถึงแม้ว่าคิวบาจะเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า จีนก็แก้ปัญหาด้วยการให้เงินกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ยแก่คิวบาเพื่อชดเชยการขาดดุลดังกล่าว แต่แล้วความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาเมื่อถึงกลางทศวรรษ 1960 ก็ทำให้การค้าข้าวกลายเป็นหนึ่งในประเด็นของความขัดแย้งไปด้วย

                   คณะบัลเลย์จากคิวบามาเยือนจีนเมื่อ ค.ศ. 1960




ความขัดแย้งระหว่างจีนกับคิวบาว่าด้วยเรื่องการค้าข้าว หรือที่เรียกกันว่า “สงครามข้าว (rice war)” ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1966 หรือหนึ่งวันก่อนการประชุมความเป็นปึกแผ่นของประชาชนแอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา (The Afro-Asian-Latin American People’s Solidarity Conference) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า การประชุมไตรทวีป (The Tricontinental Congress) ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงฮาวานา อันเป็นการประชุมผู้แทนเกือบ 600 คนจากขบวนการฝ่ายซ้ายและขบวนการชาตินิยมในลาตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชียรวม 82 ประเทศ โดยฟิเดล คาสโตรเปิดเผยว่าตนเองได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่กระทรวงการค้าต่างประเทศของคิวบาว่า จีนขอปรับลดปริมาณการนำเข้าน้ำตาลจากคิวบาใน ค.ศ. 1966 จากเดิมที่คิวบาเสนอไปว่า 800,000 ตัน และยังขอปรับลดปริมาณการส่งออกข้าวมายังคิวบาลงเกือบร้อยละ 50 จากเดิมใน ค.ศ. 1965 ที่เคยอยู่ที่ 250,000 ตัน[3]

จีนออกมาตอบโต้คิวบาในวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1966 ผ่านหนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน ซึ่งเผยแพร่บทสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่กระทรวงการค้าต่างประเทศของจีนที่ให้ข้อมูลว่า ทางการคิวบาขอให้จีนส่งข้าวให้แก่คิวบา 285,000 ตันใน ค.ศ. 1966 แต่จีนให้ได้เพียง 135,000 ตันเท่านั้น เพราะแม้จีนจะผลิตข้าวได้มากใน ค.ศ. 1965 แต่ความต้องการบริโภคข้าวในประเทศก็เพิ่มขึ้น รวมทั้งยังต้องส่งข้าวไปช่วยเหลือประเทศอื่นด้วย[4] ทั้งนี้การที่จีนเคยส่งออกข้าวมากเป็นพิเศษแก่คิวบาใน ค.ศ. 1965 คือ 250,000 ตันก็เป็นการพิจารณาแบบปีต่อปี โดยที่จีนไม่เคยสัญญาว่าจะส่งข้าวในปริมาณมากเช่นนั้นแก่คิวบาตลอดไปทุกปี อีกทั้งปริมาณข้าว 135,000 ตันที่จีนตกลงจะส่งให้คิวบาใน ค.ศ. 1966 ก็เป็นปริมาณเดียวกับที่เคยส่งให้ใน ค.ศ. 1964[5]

หลังการตอบโต้จากจีน หนังสือพิมพ์ แกรนมา (Granma) ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์คิวบาฉบับวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1966 ได้เผยแพร่คำแถลงของกระทรวงการค้าต่างประเทศของคิวบาซึ่งระบุว่า ตัวเลขที่จีนยกมาข้างต้นนั้นไม่ถูกต้อง และหากยอมตามความต้องการของจีนในที่จะส่งออกข้าวมายังคิวบาเพียง 135,000 ตันใน ค.ศ. 1966 ก็จะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศนั้นดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดนับจาก ค.ศ. 1961 รวมทั้งยังก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อการปันส่วนข้าวแก่ประชาชนในคิวบาอีกด้วย[6] คำแถลงเช่นนี้ทำให้ในวันที่ 31 มกราคมของปีนั้น หนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน ของทางการจีนได้ออกมาตอบโต้คิวบาอีกครั้งโดยระบุว่า หากช่วง ค.ศ. 1963 -1964 ที่จีนส่งออกข้าวไปยังคิวบาปีละ 135,000 ตันนั้นไม่ก่อให้เกิดปัญหาการปันส่วนข้าวในคิวบาแล้ว การที่จีนใน ค.ศ. 1966 จะส่งออกข้าวไปยังคิวบาในปริมาณเดียวกันจะก่อให้เกิดปัญหาการปันส่วนข้าวได้อย่างไร[7]

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการที่จีนขอลดปริมาณการส่งออกข้าวไปยังคิวบาใน ค.ศ. 1966 โดยกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับเมื่อ ค.ศ. 1964 นั้นเกิดจากความต้องการบริโภคข้าวในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นและความจำเป็นในการส่งข้าวไปช่วยเหลือประเทศอื่นตามที่จีนอ้างจริงหรือไม่ หรือว่าเกิดจากความไม่พอใจของจีนต่อพฤติกรรมของฟิเดล คาสโตรที่อิงเข้าหาสหภาพโซเวียตอย่างชัดเจนใน ค.ศ. 1965 แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดก็คือ ความไม่พอใจของจีนในการที่ฟิเดล คาสโตรนำปัญหาเรื่องข้าวไปเปิดเผยต่อสาธารณชน ดูได้จากการตอบโต้ของทางการจีนเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1966 ซึ่งระบุว่า

 

การเจรจาการค้าระหว่างจีนกับคิวบาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี และทุกๆ ปีก็มีความเห็นที่แตกต่างกันในระหว่างการเจรจา แต่ว่าในอดีตนั้นนายกรัฐมนตรีคาสโตรไม่เคยทำเหมือนที่ทำในปัจจุบัน เหตุใดอยู่ๆ เขาต้องยกเรื่องนี้ขึ้นพูดเป็นพิเศษก่อนหน้าการประชุมความเป็นปึกแผ่นของประชาชนสามทวีปที่กรุงฮาวานาด้วย ประเด็นดังกล่าวน่าคิดมาก[8]

 

ต่อมาเมื่อคิวบาตอบโต้จีนในประเด็นเรื่องข้าวเมื่อวันที่ 12 มกราคมของปีเดียวกันแล้ว จีนก็ได้ตอบโต้คิวบาอีกครั้งในวันที่ 31 มกราคม ดังรายละเอียดตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น โดยในคำตอบโต้ดังกล่าวจีนก็ยังคงตั้งข้อสงสัยเช่นเดิมว่า

 

กระทรวงการค้าต่างประเทศของคิวบาไม่ยอมตอบคำถามสำคัญ นั่นคือ เพราะเหตุใดก่อนการประชุมความเป็นปึกแผ่นของประชาชนแอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา นายกรัฐมนตรีคาสโตรจึงนำเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับคิวบาสำหรับ ค.ศ. 1966 ขึ้นมาเปิดเผยอย่างกระทันหันต่อสาธารณชน โดยเป็นการกระทำฝ่ายเดียวและโป้ปดมดเท็จ ทั้งๆ ที่การเจรจาดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น[9]

 

การที่ฟิเดล คาสโตรนำปัญหาเรื่องข้าวมาเปิดเผยในวงกว้างได้สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้กับจีน และทำให้ผู้นำของจีนไม่อาจใช้การอดทนอดกลั้นอันแนวปฏิบัติที่เคยให้ไว้กับหวังโย่วผิง เอกอัครรัฐทูตจีนประจำกรุงฮาวานาเมื่อปลาย ค.ศ. 1965 ได้อีกต่อไป โดยในวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1966 รายงานข่าวของสำนักข่าวซินหัวระบุว่า ฟิเดล คาสโตรเป็นจอมโกหกและเป็นอปุสรรคในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบา[10] และในเดือนนั้นเอง จีนได้ตัดความสัมพันธ์ในระดับพรรคต่อพรรคกับคิวบา[11]

การกล่าวโจมตีกันและกันระหว่างจีนกับคิวบายังคงดำเนินต่อไปตลอดไตรมาสแรกของ ค.ศ. 1966 โดยในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ฟิเดล คาสโตรกล่าวคำปราศรัยซึ่งนอกจากจะโจมตีจีนเรื่องการค้าข้าวแล้ว เขายังได้นำเอาอีกประเด็นหนึ่งขึ้นมาเปิดเผยต่อสาธารณะ นั่นคือ ปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อของจีนบนแผ่นดินคิวบา โดยเขาระบุว่าสาเหตุที่ต้องเรียกอุปทูตจีนเข้าพบเมื่อวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 1965 นั้นเป็นเพราะได้รับรายงานว่าจีนกำลังแจกจ่ายสิ่งพิมพ์ไปยังเจ้าหน้าที่ในกองทัพคิวบา เขาจึงขอให้จีนยุติการโฆษณาชวนเชื่อในคิวบาทันที แต่จีนก็ไม่ทำตามคำร้องขอ และนับจากนั้นจนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1966 จีนยังคงส่งสิ่งพิมพ์มายังคิวบาเพิ่มอีก 58,041 ฉบับ[12] ขณะที่จีนก็ได้ออกมาตอบโต้ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ผ่านหนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน โดยตั้งคำถามว่า เหตุใดคิวบาจึงไม่อนุญาตให้จีนทำเช่นนั้น แต่กลับอนุญาตให้สหภาพโซเวียตเผยแพร่สิ่งพิมพ์ที่มีเนื้อหาโจมตีจีนบนแผ่นดินคิวบาได้[13] ต่อมาในวันที่ 13 มีนาคม ฟิเดล คาสโตรได้กล่าวคำปราศรัย ณ มหาวิทยาลัยฮาวานาโดยระบุว่าเหมาเจ๋อตงเป็น “คนโง่ผู้ชรา (senile idiot)” รวมทั้งยังแนะนำให้เหมาอ่านหนังสือ  วิภาษวิธีแห่งธรรมชาติ (The Dialectics of Nature) ของฟรีดริช เองเกลส์ (Friedrich Engels) เพื่อจะได้เข้าใจว่าแม้แต่ดวงอาทิตย์ก็มีวันดับ[14] ซึ่งเป็นการวิจารณ์ลัทธิบูชาผู้นำของเหมาที่กำลังจะนำไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรมในกลางปีนั้นนั่นเอง ขณะที่เหมาก็กล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองในวันที่ 20 ของเดือนเดียวกันว่า “พวกคนทรยศและคนผ่าเหล่ามักจะต่อต้านจีนอยู่เสมอ ธงของเราจะต้องใหม่ มีสีสด และไม่เปรอะเปื้อน คาสโตรนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากคนเลวที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญ”[15]


---------------------------------------------------

[1] Halperin, ibid., 197.
[2] Ibid., 197-198.
[3] Johnson, ibid., 165; Peter Cheng, ibid., 213.
[4] เข้าใจว่าหมายถึงการส่งข้าวไปช่วยเวียดนามเหนือ เพราะสงครามเวียดนามกำลังทวีความเข้มข้นขึ้นหลังกรณีอ่าวตังเกี๋ย (The Tonkin Gulf Incident) เมื่อ ค.ศ. 1964
[5] Peking Review, 14 January 1966, 21-23. 
[6] “Quarterly Chronicle and Documentation,” in The China Quarterly 26 (April-June 1966): 220; Peking Review, 4 February, 1966, 15-16.  
[7] Ibid., 16.
[8] Peking Review, 14 January 1966, 23.
[9] Peking Review, 4 February 1966, 15.
[10] Peter Cheng, ibid., 214.
[11] เหมาเซียงหลิน, เรื่องเดียวกัน, 38.
[12] “Castro Statement on Cuban-CPR Relations, February 6, 1966,” in Castro Speech Database http://lanic.utexas.edu/project/castro/db/1966/19660206.html; accessed 9 March 2017.
[13] Peking Review, 25 February 1966, 13-14.
[14] Yinghong Cheng, ibid., 112.
[15] Mao Tse-tung, “Talk At The Enlarged Meeting Of The Political Bureau, March 20, 1966,” in Selected Works of Mao Tse-tung Vol. IX, available from https://www.marxists.org/reference/archive/mao/selected-works/volume-9/mswv9_55.htm, accessed 3 February 2017. 

1 ความคิดเห็น:

Mrs Farida Stephen กล่าวว่า...

สวัสดีฉันเป็นผู้ให้กู้เงินส่วนตัวที่ลงทะเบียนแล้ว เราให้สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือประชาชน บริษัท ที่ต้องปรับปรุงสถานะทางการเงินของตนทั่วโลกโดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นอัตราต่ำสุด 2% ภายในหนึ่งปีถึง 30 ปีระยะเวลาการชำระคืนไปยังส่วนใดส่วนหนึ่งของโลก เราให้เงินกู้ยืมในช่วงของ€ 5,000 ถึง 100,000,000 ยูโร สินเชื่อของเราได้รับการประกันเป็นอย่างดีเพื่อความปลอดภัยสูงสุดคือความสำคัญของเรา ผู้สนใจสามารถติดต่อเราได้ทางอีเมล: (24hourstloancompany1@gmail.com หรือ info@24hoursloan.online)