วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จีนกับยูโกสลาเวียสมัยติโต (ตอนที่ 7 ภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตและทฤษฎีสามโลกของเหมาเจ๋อตง)


ความขัดแย้งระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ครึ่งหลังของทศวรรษ 1950 ได้เริ่มผ่อนคลายความตึงเครียดลงจนกลับมามีความสัมพันธ์กันอย่างปกติในทศวรรษ 1970 โดยติโตเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1977 และนับเป็นประมุขแห่งรัฐคนแรกที่เดินทางเยือนจีนหลังการอสัญกรรมของเหมาเจ๋อตงเมื่อ ค.ศ. 1976 บันทึกความทรงจำของหวงหัว ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนช่วง ค.ศ. 1976 – 1982 ระบุว่า การสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียเป็นผลงานของเติ้งเสี่ยวผิงซึ่งกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้งตามมติของคณะกรรมการกลางพรรคเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1977 [1] อย่างไรก็ตาม บันทึกดังกล่าวเผยแพร่ในทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่เติ้งเสี่ยวผิงถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วและทางการจีนพยายามฉายภาพลักษณ์เขาในฐานะรัฐบุรุษผู้มีวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปและเปิดประเทศ บันทึกนี้จึงให้ความสำคัญกับเติ้งเสี่ยวผิงมากเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ภารกิจที่เติ้งเสี่ยวผิงได้รับมอบหมายหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งรองประธานพรรคเมื่อ ค.ศ. 1977 ก็คือ งานด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา[2] ขณะที่งานด้านการต่างประเทศอยู่ในการควบคุมของฮว่ากั๋วเฟิง ผู้ดำรงตำแหน่งประธานพรรคและประธานกรรมาธิการทหารของพรรคต่อจากเหมาเจ๋อตง และยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากโจวเอินไหลอีกด้วย อีกทั้งเมื่อพิจารณาจาก สรรนิพนธ์เติ้งเสี่ยวผิง เล่ม 2 (ค.ศ. 1975-1982) แล้วจะพบว่า ในครึ่งหลังของ ค.ศ. 1977 มีคำปราศรัยของเติ้งเสี่ยวผิงจำนวน 5 ครั้ง โดยแบ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และการศึกษา 3 ครั้ง ทฤษฎีทางการเมือง 1 ครั้ง และการทหาร 1 ครั้ง โดยไม่มีเรื่องการต่างประเทศอยู่เลย[3]     เนื้อหาในลำดับต่อไปจะชี้ให้เห็นว่า การสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียในทศวรรษ 1970 ไม่ได้เป็นผลงานในยุคของฮว่ากั๋วเฟิงและเติ้งเสี่ยวผิง แต่เป็นผลงานที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายยุคเหมาเจ๋อตง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตระหนักถึงภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตในปลายทศวรรษ 1960 ซึ่งทำให้จีนปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศและมีท่าทียืดหยุ่นทางอุดมการณ์ต่อยูโกสลาเวียมากยิ่งขึ้น



ในปลายทศวรรษ 1960 ได้เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองในยุโรปตะวันออกที่ส่งผลให้จีนต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ กล่าวคือ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1968 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เชโกสโลวะเกียมีมติให้อเล็กซานเดอร์ ดุบเชก (Alexander Dubcek) ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960 ดุบเชกประกาศแผนการปฏิรูปในเดือนเมษายนของปีนั้นโดยระบุว่า เขาจะปรับระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปตามกลไกตลาด ให้เสรีภาพทางการเมืองแก่ประชาชน ให้สื่อมวลชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเป็นอิสระ รวมทั้งเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออนุญาตให้มีพรรคฝ่ายค้าน[4]ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมาว่า “ฤดูใบไม้ผลิที่กรุงปราก (The Prague Spring)” คำประกาศของดุบเชกได้รับการตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก แต่กลับสร้างความกังวลใจแก่สหภาพโซเวียตซึ่งต้องการควบคุมยุโรปตะวันออกเอาไว้อย่างมั่นคง ทำให้ในวันที่ 20 สิงหาคมของปีนั้น สหภาพโซเวียตและประเทศบริวารอื่นๆ คือ โปแลนด์ ฮังการี บัลกาเรีย และเยอรมนีตะวันออกได้ส่งทหารจำนวน 250,000 คนบุกเข้าไปทำลายบรรยากาศเสรีในเชโกสโลวะเกียและปลดดุบเชกออกจากตำแหน่ง และในวันที่ 13 กันยายนของปีเดียวกัน เลโอนิด เบรชเนฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตได้ประกาศหลักการเบรชเนฟ (The Brezhnev Doctrine) โดยระบุว่า สหภาพโซเวียตมีความชอบธรรมในการส่งทหารเข้าไปแทรกแซงประเทศสังคมนิยมอื่นๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกภาพของโลกสังคมนิยม  

จีนได้ออกมาประณามการบุกเชโกสโลวะเกียของสหภาพโซเวียตอย่างรุนแรง โดยในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1968 โจวเอินไหลระบุว่า การกระทำของสหภาพโซเวียตสะท้อนให้เห็นลัทธิคลั่งชาติ (chauvinism) ของผู้นำโซเวียตที่กลายสภาพไปเป็นพวกสังคมจักรวรรดินิยม (social-imperialists) และสังคมฟาสซิสต์ (social-fascists) และจีนสนับสนุนประชาชนชาวเชโกสโลวะเกียในการต่อสู้อย่างกล้าหาญเพื่อต่อต้านการยึดครองทางทหารของสหภาพโซเวียต[5] ต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1969 เกิดการปะทะกันทางทหารครั้งใหญ่ระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตบริเวณชายแดนมณฑลเฮยหลงเจียง (Heilongjiang) ซึ่งทำให้จีนยิ่งหวาดกลัวภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตมากขึ้นไปอีก ดังจะเห็นได้จากในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 9 ในเดือนเมษายนของปีนั้น หลินเปียว (Lin Biao) รองประธานพรรคและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระบุว่า จีนต้องเตรียมตัวรับมือกับสงครามขนาดใหญ่ซึ่งรวมถึงสงครามนิวเคลียร์ อีกทั้งยังจะต้องแสวงหาความร่วมมือจากประเทศและประชาชนทั่วโลกเพื่อสร้าง “แนวร่วมที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (the broadest possible united front)” ในการเอาชนะลัทธิจักรวรรดินิยมและลัทธิแก้[6] หรืออาจกล่าวได้ว่า เมื่อสิ้นทศวรรษ 1960 จีนได้ส่งสัญญาณแล้วว่าจะมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ



เติ้งเสี่ยวผิงกล่าวปราศรัยในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติเมื่อ ค.ศ. 1974




ภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตประกอบกับกระแสการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนที่แผ่วลงในต้นทศวรรษ 1970 ทำให้จีนหันมาปรับปรุงการต่างประเทศที่เสียหายไปในยุคซ้ายจัดและหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลในการแสวงหาแนวร่วมกับประเทศต่างๆ เพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต จนในที่สุดปรากฏออกมาเป็น “ทฤษฎีสามโลก (The Three Worlds Theory)” ซึ่งเหมาเจ๋อตงกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในการสนทนากับเคนเนท เดวิด คาอุนดา (Kenneth David Kaunda) ประธานาธิบดีแห่งแซมเบียเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974 ว่า โลกที่ 1 ประกอบไปด้วยสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ส่วนโลกที่ 2 ประกอบไปด้วยญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย และแคนาดา ขณะที่โลกที่ 3 ประกอบไปด้วยจีนและประเทศในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา[7] ต่อมาในวันที่ 10 เมษายนของปีเดียวกัน เติ้งเสี่ยวผิงได้นำเนื้อหาของทฤษฎีดังกล่าวไปขยายความในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติโดยระบุว่า ประเทศโลกที่ 1 อย่างสหรัฐอมริกาและสหภาพโซเวียตต่างเป็นอภิมหาอำนาจจักรวรรดินิยมผู้กดขี่ขูดรีด รวมทั้งตั้งข้อสังเกตด้วยว่าสหภาพโซเวียตนั้นร้ายกาจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการบุกเชโกสโลวะเกีย ส่วนประเทศโลกที่ 2 นั้นแม้จะกดขี่ขูดรีดประเทศอื่น แต่ก็ถูกกดขี่ขูดรีดจากประเทศโลกที่ 1 ด้วยในเวลาเดียวกัน ส่วนประเทศโลกที่ 3 นั้นล้วนแต่ถูกกดขี่ขูดรีดจากลัทธิจักรวรรดินิยมและถือเป็นพลังสำคัญที่จะหมุนกงล้อของประวัติศาสตร์โลกและต่อสู้กับอภิมหาอำนาจโลกที่ 1[8]   

ตลอดทศวรรษ 1970 ทางการจีนได้พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับทฤษฎีสามโลกของเหมาเจ๋อตงด้วยคำอธิบายภายใต้กรอบของลัทธิมากซ์-เลนิน โดยใน ค.ศ. 1977 ฝ่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “ทฤษฎีสามโลกของประธานเหมาคือคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อลัทธิมากซ์-เลนิน” โดยระบุว่า การแบ่งโลกเป็น 3 ส่วนถือเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์โลกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ตามแบบมากซ์ เนื่องจากในปัจจุบันโลกนี้ยังคงมีการต่อสู้ระหว่างลัทธิจักรวรรดินิยมกับการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพเฉกเช่นที่เลนินเคยระบุเอาไว้ และเป็นหน้าที่ของชนชั้นกรรมาชีพที่จะต้องผนึกกำลังกับผู้ที่ถูกกดขี่จากลัทธิจักรวรรดินิยมทั่วโลก[9] บทความยังระบุต่อไปว่า แม้สหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นอภิมหาอำนาจ แต่ก็อ่อนกำลังลงมากจากสมรภูมิในเวียดนาม รวมทั้งยังเผชิญกับการท้าทายทางเศรษฐกิจจากญี่ปุ่นและยุโรปตะวันตกอีกด้วย ทำให้สหรัฐฯ ไม่เป็นภัยคุกคามเท่าในอดีต ต่างจากสหภาพโซเวียตที่เป็นภัยคุกคามมากกว่าด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ (1) สหภาพโซเวียตเป็นประเทศจักรวรรดินิยมที่มาทีหลังและไม่พอใจกับการแบ่งสรรผลประโยชน์ที่ประเทศจักรวรรดินิยมอื่นๆ ตกลงกันไว้แล้ว  (2) สหภาพโซเวียตอ่อนด้อยกว่าสหรัฐฯ ในด้านเศรษฐกิจ ทำให้ต้องขยายอำนาจด้วยเครื่องมือทางทหารเป็นหลัก (3) ผู้ผูกขาดทุนและผู้ผูกขาดอำนาจทางการเมืองในสหภาพโซเวียตคือคนกลุ่มเดียวกัน การระดมเอาพลังทางเศรษฐกิจทั้งหมดไปใช้เพื่อการทหารจึงทำได้ง่าย และ (4) สหภาพโซเวียตสามารถหลอกลวงคนทั่วโลกได้อย่างแนบเนียนโดยอ้างว่าตนเองเป็นยังคงเป็นลัทธิสังคมนิยมที่สืบสานปณิธานของเลนิน[10]   บทความชี้อีกด้วยว่า การแสวงหาแนวร่วมกับลัทธิจักรวรรดินิยมกลุ่มหนึ่งเพื่อต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมอีกกลุ่มหนึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ภายใต้กรอบของลัทธิมากซ์-เลนิน ดังที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สตาลินได้ร่วมมือกับประเทศจักรวรรดินิยมที่ไม่ก้าวร้าว (nonaggressive countries) อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับประเทศจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าว (aggressive countries) อย่างอิตาลี เยอรมนี และญี่ปุ่น ซึ่งในที่สุดแล้วชัยชนะของสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็นำไปสู่การเกิดประเทศสังคมนิยมเพิ่มขึ้น[11] และการอธิบายในลักษณะนี้เองที่ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับจีนในการปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อคานอำนาจกับสหภาพโซเวียตตลอดทศวรรษ 1970

ยุโรปตะวันออกจัดอยู่ในโลกที่ 2 ของทฤษฎีสามโลกและเป็นภูมิภาคหนึ่งที่จีนประสงค์จะแสวงหาแนวร่วมเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต แม้ว่าตลอดทศวรรษ 1960 ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตและยูโกสลาเวียจะทำให้จีนไม่มีฐานที่มั่นทางการทูตของตนในภูมิภาคดังกล่าว (ยกเว้นแต่แอลเบเนียซึ่งเป็นประเทศเล็กและไม่มีอิทธิพลเพียงพอที่จะสนองผลประโยชน์ของจีนได้) แต่กระนั้น จีนยังคงมองเห็นโอกาสของตนจากความตึงเครียดที่ดำรงอยู่ระหว่างยุโรปตะวันออกกับสหภาพโซเวียต ดังคำกล่าวของเหมาเจ๋อตงในที่ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1963 และในการสนทนากับคิคุนามิ คัตสึมิ (Kikunami Katsumi) กรรมการกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่นเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1964 ที่ระบุว่า มีแนวโน้มที่ค่อนข้างชัดเจนว่ายุโรปตะวันออกจะพยายามต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากการครอบงำของสหภาพโซเวียต[12] และการบุกเชโกสโลวะเกียของสหภาพโซเวียตเมื่อ ค.ศ. 1968 ก็เป็นโอกาสที่จีนจะสานสัมพันธ์กับยุโรปตะวันออกอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับยูโกสลาเวียซึ่งมีประวัติในการต่อต้านอิทธิพลของสหภาพโซเวียตมาอย่างต่อเนื่อง     

------------------------------------------------

[1] Huang Hua, Huang Hua Memoirs: Contemporary History and Diplomacy of China (Beijing: Foreign Languages Press, 2008), 287, 295-296.
[2] Erza Vogel, Deng Xiaoping and the Transformation of China (Cambridge, MA: The Belknap Press of Harvard University Press, 2011), 200.
[3] Deng Xiaoping, Selected Works of Deng Xiaoping Volume II (1975-1982) (Beijing: Foreign Languages Press, 1984), 7.
[4] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, เรื่องเดียวกัน, 315.
[5] Peking Review, 23 August 1968 (Supplement), 3-4.
[6] Peking Review, 30 August 1969, 34.
[7] Mao Zedong, On Diplomacy, 454.
[8] Peking Review, 12 April 1974 (Supplement), 2.
[9] Peking Review, 4 November 1977, 11.
[10] Ibid., 22-23.
[11] Ibid., 15.
[12] Mao Zedong, On Diplomacy, 387-388.

ไม่มีความคิดเห็น: