วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือยุคหลังสงครามเย็น (ตอนที่ 5)


ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ

ในกลางทศวรรษ 1990

 

            แม้จีนจะให้ความเห็นชอบต่อคิมจองอิลในฐานะผู้นำคนใหม่ของเกาหลีเหนือ แต่ก็กล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือในกลางทศวรรษ 1990 นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เติ้งเสี่ยวผิงไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนอีกเลยหลังเทศกาลตรุษจีน ค.ศ. 1994 จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในอีก 3 ปีถัดมา การจากไปของทั้งคิมอิลซุงและเติ้งเสี่ยวผิงที่เป็นนักปฏิวัติในเวลาห่างกันไม่กี่ปีส่งผลให้การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือตกอยู่ในมือของผู้นำรุ่นใหม่ที่ไม่สนิทสนมกันเหมือนแต่ก่อน และยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลในทางลบต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทัศนะของคิมจองอิลที่มีต่อจีน การถอนตัวของเกาหลีเหนือออกจากคณะกรรมาธิการสงบศึกทางทหาร ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับไต้หวัน และการลี้ภัยของฮวางชางย็อป

 

ทัศนะของคิมจองอิลที่มีต่อจีน

            คิมจองอิลเคยใช้ชีวิตอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนแต่เพียงช่วงสั้นๆ ระหว่างสงครามเกาหลีในต้นทศวรรษ 1950 ต่างจากบิดาของเขาที่ได้รับการศึกษาและอาศัยอยู่ในจีนเป็นระยะเวลานานจนพูดภาษาจีนได้ และถึงแม้ว่าเขาจะได้รับการรับรองสถานะทายาททางการเมืองจากจีนมาตั้งแต่ ค.ศ. 1983 แต่การเยือนกรุงปักกิ่งในปีนั้นก็มิได้ทำให้เขากับผู้นำของจีนมีความสนิทสนมกันเหมือนอย่างคิมอิลซุง รวมทั้งเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าคิมจองอิลมิได้เดินทางเยือนจีนอีกเลยจนกระทั่ง ค.ศ. 2000 นอกจากนี้ เขายังมองนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศของเติ้งเสี่ยวผิงในทางลบ และเกาหลีเหนือในยุคของเขาก็ยังยึดมั่นในปรัชญาจูเชอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ดังที่เขาเขียนบทความเรื่อง “ลัทธิสังคมนิยมเป็นวิทยาศาสตร์ (Socialism is a Science)” ลงในหนังสือพิมพ์ ข่าวกรรมกร (Radong Sinmun) ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคกรรมกรเกาหลี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1994 ความตอนหนึ่งว่า  

 

            ในสังคมแบบสังคมนิยมนั้น การเปลี่ยนแปลงมนุษย์หรือการปลุกปั้นทางอุดมการณ์เป็นเรื่องที่ต้องมาก่อนและสำคัญยิ่งกว่าการสร้างเงื่อนไขทางวัตถุและทางเศรษฐกิจให้แก่ลัทธิสังคมนิยม เราจะขับเคลื่อนพลังแห่งการปฏิวัติและสร้างลัทธิสังคมนิยมให้สำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเราให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงมนุษย์เสียก่อน ถ้าหากการปลุกปั้นทางอุดมการณ์ในหมู่มวลชนกลายเป็นเรื่องลำดับรองและไม่มีการทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับพลังขับเคลื่อนการปฏิวัติ แต่กลับไปให้ความสำคัญกับเงื่อนไขทางวัตถุและทางเศรษฐกิจที่เป็นวัตถุวิสัยโดยมุ่งไปที่การสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว การสร้างลัทธิสังคมนิยมในภาพรวมก็จะเป็นไปอย่างไม่ถูกต้องและการสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจจะประสบกับความชะงักงัน การทำเช่นนี้ปรากฏให้เห็นในบางประเทศที่เคยสร้างลัทธิสังคมนิยมมาก่อน ผู้ที่เป็นกบฏต่อลัทธิสังคมนิยมเหล่านี้ได้ดำเนินการ “ปฏิรูป” และกระทำการแบบปฏิปักษ์ปฏิวัติ ซึ่งเท่ากับทำลายระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมไปในตัว[1]

 
 
 
การถอนตัวของเกาหลีเหนือออกจากคณะกรรมาธิการสงบศึกทางทหาร

            ข้อตกลงสงบศึกในสงครามเกาหลีเมื่อ ค.ศ. 1953 กำหนดตั้งคณะกรรมาธิการขึ้น 2 ชุด ได้แก่ (1) คณะกรรมาธิการสงบศึกทางทหาร (Military Armistice Commission – MAC) อันประกอบไปด้วยผู้แทนจากจีน เกาหลีเหนือ และสหประชาชาติ และ (2) คณะกรรมาธิการอำนวยการของชาติที่เป็นกลาง (Neutral Nations Supervisory Commission – NNSC) อันประกอบไปด้วยผู้แทนจากประเทศโลกสังคมนิยมอย่างเชโกสโลวะเกียและโปแลนด์ กับผู้แทนประเทศจากประเทศโลกเสรีที่เป็นกลางอย่างสวิตเซอร์แลนด์และสวีเดน ซึ่งคณะกรรมาธิการเหล่านี้ทำหน้าที่ดูแลให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงสงบศึก แต่เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1990 การสิ้นสุดของสงครามเย็นและการล่มสลายของโลกสังคมนิยมทำให้เกาหลีเหนือซึ่งไม่มั่นใจว่าข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นหลักประกันความมั่นคงของตนได้อีกต่อไปนั้นเรียกร้องที่จะทำข้อตกลงสันติภาพกับสหรัฐอเมริกา โดยใน ค.ศ. 1993 เกาหลีเหนือได้ขับไล่ผู้แทนจากสาธารณรัฐเช็กออกจากคณะกรรมาธิการอำนวยการของชาติที่เป็นกลางโดยอ้างว่าไม่มีประเทศเชโกสโลวะเกียอีกต่อไปแล้ว[2] ต่อมาในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1994 เกาหลีเหนือได้ถอนผู้แทนของตนออกจากคณะกรรมาธิการสงบศึกทางทหารเช่นกัน รวมทั้งร้องขอให้จีนถอนตัวด้วย ทำให้ในวันที่ 2 กันยายนของปีนั้น ถังเจียเสวียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนประกาศว่าการถอนตัวของเกาหลีเหนือทำให้คณะกรรมาธิการสงบศึกทางทหารไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไป จีนจึงตัดสินใจถอนตัวออกจากคณะกรรมาธิการดังกล่าวและเห็นด้วยกับเกาหลีเหนือที่จะให้มีการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี[3]

            อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือมีจุดยืนที่แตกต่างไปจากจีนในการทำข้อตกลงสันติภาพ กล่าวคือ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1995 เกาหลีเหนือเสนอขอเจรจาสันติภาพแบบทวิภาคีกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจีนได้คัดค้านโดยระบุว่าข้อเสนอของเกาหลีเหนือนั้น “เป็นไปไม่ได้ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และไม่มีเหตุผล” เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมของเกาหลีใต้[4] (อีกทั้งยังเป็นการกีดกันจีนออกจากการตัดสินใจที่จะมีผลต่อคาบสมุทรเกาหลีซึ่งเป็นผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีน – ผู้วิจัย) ซึ่งจุดยืนของจีนสอดคล้องกับจุดยืนของสหรัฐอเมริกา ดังนั้นเมื่อประธานาธิบดีบิล คลินตัน และประธานาธิบดีคิมยังซัม (Kim Young Sam) ของเกาหลีใต้ได้ประชุมสุดยอดกันในเดือนเมษายน ค.ศ. 1996 และเสนอให้มีการประชุม 4 ฝ่าย (four-party talks) ระหว่างสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ และจีนเพื่อทำข้อตกลงสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี จีนก็แสดงความเห็นชอบจนนำไปสู่การจัดประชุมครั้งแรก ณ นครเจนีวาเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1997 แต่ก็ไม่มีความคืบหน้ามากนักเนื่องจากเกาหลีเหนือยังคงเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาถอนทหารออกไปจากเกาหลีใต้ก่อนการทำข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สหรัฐอเมริกาไม่อาจยอมได้ ต่อมาในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1998 เกาหลีเหนือได้ท้าทายสหรัฐอเมริกาด้วยการทดลองยิงขีปนาวุธแทโปดอง (Taepodong I) ข้ามหมู่เกาะญี่ปุ่นไปตกในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเกาหลีเหนือมิได้แจ้งให้จีนทราบล่วงหน้า และเมื่อทางการจีนขอให้เกาหลีเหนือชี้แจงเรื่องนี้ เกาหลีเหนือก็ตอบกลับไปว่าแต่ละประเทศมีสิทธิในการพัฒนาโครงการของตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก[5] 


---------------------------------------------------------------


                        [1] Kim Jong Il, “Socialism is a Science,” Rodong Sinmun, 1 November 1994, 1, available from http://www.uk-songun.com, accessed 2 September 2013. 
                        [2] เชโกสโลวะเกียแยกเป็น 2 ประเทศคือ สาธารณรัฐเช็ก และสาธารณรัฐสโลวัก เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1992 และต่อมาในต้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 1995 เกาหลีเหนือก็ได้ขับไล่ผู้แทนจากโปแลนด์ออกไปเช่นกัน นัยว่าไม่พอใจที่รัฐบาลโปแลนด์หลังยุคสังคมนิยมต้องการเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization – NATO)
                [3] James Sterngold, “China, Backing North Korea, Quits Armistice Commission,” New York Times, 3 September 1994, available from http://www.nytimes.com, accessed 18 August 2013.
                [4] Korea Herald, 26 September 1995, cited in Chae-Jin Lee, “China and North Korea: An Uncertain Partnership,” in North Korea after Kim Il Sung, ed. Dae-Sook Suh and Chae-Jin Lee (Boulder, CO: Lynne Rienner Publishers, 1998), 204.
                        [5] เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์, “เกาหลีเหนือ,” ใน เอเชียรายปี 1999/2542, บก. วัชรินทร์ ยงศิริ, พรพิมล ตรีโชติ และชปา จิตต์ประทุม (กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542), 216.

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือยุคหลังสงครามเย็น (ตอนที่ 4)


จีนกับการสืบทอดอำนาจทางการเมืองในเกาหลีเหนือจากคิมอิลซุงสู่คิมจองอิล
 

            ในช่วงเวลาเดียวกันกับวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือครั้งที่ 1 ได้มีเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือเกิดขึ้น นั่นคือ การปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งสุดท้ายของเติ้งเสี่ยวผิงเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994 (ก่อนถึงแก่อสัญกรรมในอีก 3 ปีต่อมา) และการถึงแก่อสัญกรรมของคิมอิลซุงเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมของปีเดียวกัน โดยมีคิมจองอิลผู้เป็นบุตรชายขึ้นสืบทอดอำนาจแทน เติ้งเสี่ยวผิงกับคิมอิลซุงมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมายาวนานหลายสิบปี ดังที่คิมอิลซุงเรียกเติ้งว่า “พี่ชาย” รวมทั้งสอนให้คิมจองอิลเรียกเติ้งว่า “ลุง”[1] และหลังจากที่นิโคไล เชาเชสกู (Nicholae Ceaucescu) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์โรมาเนียหมดอำนาจและถูกสังหารไปเมื่อ ค.ศ. 1989 คิมอิลซุงก็กลายเป็น “สหายเก่า” ชาวต่างประเทศในโลกสังคมนิยมคนเดียวที่เหลืออยู่ของเติ้งเสี่ยวผิง การจากไปของผู้นำที่เป็นนักปฏิวัติทั้ง 2 คนในเวลาไล่เลี่ยกันส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือในระดับผู้นำนั้นมีความสนิทสนมกันน้อยลง      

            จีนรับทราบมาเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษแล้วว่าคิมจองอิลจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากบิดา เพราะคิมอิลซุงได้เคยแจ้งให้เหมาเจ๋อตงทราบระหว่างเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อ ค.ศ. 1975 ซึ่งเหมาแสดงความไม่เห็นด้วยโดยระบุว่าไม่เคยมีการสืบทอดอำนาจทางสายโลหิตในโลกสังคมนิยม และการทำเช่นนี้ขัดกับหลักการของลัทธิคอมมิวนิสต์[2] แต่คิมอิลซุงก็ยังคงเดินหน้าตามแผนการของตนต่อไป โดยในการประชุมสมัชชาพรรคกรรมกรเกาหลีครั้งที่ 6 เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1980 คิมจองอิลในวัย 38 ปีได้รับเลือกให้เป็นกรรมการกรมการเมืองลำดับที่ 4 และเมื่อถึง ค.ศ. 1982 ก็ได้รับการยกย่องเป็น “วีรบุรุษแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี” อีกทั้งยังออกหนังสือ ว่าด้วยความคิดจูเช่ (On the Juche Idea) ซึ่งเท่ากับเป็นการประกาศว่าตนเป็นตัวแทนทางความคิดของบิดา[3] การสร้างลัทธิบูชาบุคคล (cult of personality) ให้กับคิมจองอิลนั้นตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความคิดของเติ้งเสี่ยวผิงผู้ตระหนักถึงหายนะอันใหญ่หลวงที่เกิดจากลัทธิดังกล่าวในจีนยุคปฏิวัติวัฒนธรรม แต่เติ้งก็มิได้คัดค้านเรื่องนี้อย่างเปิดเผย ทั้งนี้เป็นเพราะเขาเคยวางหลักการไว้เมื่อ ค.ศ. 1980 ว่าประเทศสังคมนิยมทั้งหลายมีสิทธิที่จะปรับลัทธิมากซ์-เลนินให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศ และจีนจะไม่เป็นผู้ตัดสินความถูกผิดของลัทธิสังคมนิยมในประเทศอื่นๆ[4] อีกทั้งในขณะนั้นจีนยังคงมีความขัดแย้งกับสหภาพโซเวียต ซึ่งหากจีนสร้างความไม่พอใจให้กับคิมอิลซุง เกาหลีเหนือก็อาจหันไปพึ่งพาสหภาพโซเวียตมากยิ่งขึ้น จีนจึงต้อนรับการมาเยือนของคิมจองอิลในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1983 อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีผู้นำระดับสูงอย่างเติ้งเสี่ยวผิง หูเย่าปัง หลี่เซียนเนี่ยน และจ้าวจื่อหยางออกมาต้อนรับ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองสถานะทายาททางการเมืองของคิมจองอิลไปโดยปริยาย แต่การเยือนในครั้งนั้นมิได้ทำให้ผู้นำของจีนมีความสนิทสนมกับเขาเฉกเช่นที่มีกับคิมอิลซุง และเป็นที่น่าสังเกตว่าคิมจองอิลมิได้เดินทางเยือนจีนอีกเลยจนกระทั่ง ค.ศ. 2000 ต่างจากบิดาของเขาที่เดินทางเยือนจีนเกือบทุกปี
 
                   เจียงเจ๋อหมินพบปะกับคิมอิลซุงในการเยือนกรุงเปียงยาง ค.ศ. 1990
 
 

            ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่คิมอิลซุงถึงแก่อสัญกรรม คิมจองอิลได้ส่งผู้แทนเดินทางมายังกรุงปักกิ่งอย่างเร่งด่วนเพื่อดูท่าทีของจีน ผู้แทนของเขาได้พบกับเจียงเจ๋อหมิน หลี่เผิง และเฉียวสือ (Qiao Shi ประธานสภาผู้แทนประชาชน) ซึ่งทั้ง 3 คนได้ให้การรับรองคิมจองอิลเป็นผู้นำคนใหม่ของเกาหลีเหนือ ดังปรากฏในรายงานข่าวของทางการจีนเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 ความว่า

           

            สหายคิมอิลซุงเป็นผู้ที่รักษาและส่งเสริมมิตรภาพที่สืบทอดกันมาระหว่างประชาชนจีนกับประชาชนเกาหลีตลอดมา เขารักษาไว้ซึ่งมิตรภาพกับบรรดานักปฏิวัติรุ่นอาวุโสของจีนและพยายามอย่างไม่ลดละที่จะให้ 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและร่วมมือกัน แม้ว่าสหายคิมอิลซุงจะจากไปแล้ว แต่ภาพลักษณ์อันสง่างามของเขาจะยังคงอยู่ในจิตใจของประชาชนเกาหลีเสมอ ประชาชนจีนจะจดจำเขาไว้ด้วยเช่นกัน เรามีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าประชาชนเกาหลีจะเดินตามแนวทางที่เขาวางเอาไว้ รวมกันเป็นหนึ่งภายใต้พรรคกรรมกรเกาหลีที่นำโดยสหายคิมจองอิล และพยายามสร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้าเพื่อสันติภาพอันยั่งยืนบนคาบสมุทรเกาหลี[5]

 

            มีรายงานข่าวว่าเติ้งเสี่ยวผิงรู้สึกไม่พอใจท่าทีของผู้นำทั้ง 3 คนให้การสนับสนุนคิมจองอิลอย่างเปิดเผย เพราะการทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการเลือกข้างทางการเมืองและแทรกแซงกิจการภายในของเกาหลีเหนือ ดังที่เติ้งบอกกับเจียงเจ๋อหมินว่า  

 

            เราได้แต่เพียงหวังว่าคิมจองอิลจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ ภายในพรรคกรรมกรเกาหลี เพื่อที่สถานการณ์จะได้มั่นคงและคิมจองอิลจะได้รับภาระหน้าที่อย่างราบรื่น แต่มีประเด็นหนึ่งที่เราต้องบอกให้สหายเกาหลีทราบอย่างชัดเจน นั่นคือ คิมจองอิลจะได้รับการสนับสนุนจากผู้นำส่วนใหญ่ของพรรคกรรมกรเกาหลีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง เราจะไม่กดดันฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของคิมจองอิลที่อาจมีอยู่ในพรรคกรรมกรเกาหลี เราจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของเกาหลีเหนือ[6]

 

            แต่ในที่สุด การสืบทอดอำนาจทางการเมืองในเกาหลีเหนือก็เป็นไปอย่างราบรื่น ผู้นำรุ่นอาวุโสที่เป็นนักปฏิวัติอย่างโอจินยูได้เสียชีวิตลงในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 ตามด้วยโชกวาง (Ch’oe Kwang) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 และคณะกรรมการกลางพรรคกรรมกรเกาหลีได้เลือกให้คิมจองอิลดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคในวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1997 และเจียงเจ๋อหมินก็ได้ส่งสาส์นแสดงความยินดีไปยังคิมจองอิลในวันเดียวกัน[7]


--------------------------------------------


                        [1] Benjamin Yang, Deng: A Political Biography (Armonk, NY: M.E. Sharpe, 1998), 270.
                [2] You Ji, “China and North Korea: a fragile relationship of strategic convenience,” Journal of Contemporary China 10(28): 389.  
                [3] Buzo, ibid., 105.  
                        [4] Selected Works of Deng Xiaoping (1975-1982) (Beijing: Foreign Languages Press, 1984), 300-301.
                [5] China Daily, 11 July 1994, cited in Lee, ibid., 129-130.
                        [6] Lo Ping, “Jiang Zemin Met North Korean Secret Envoy,” Chien Shao, 8 August 1994, cited in Yi, ibid., 133.
                [7] “Congratulatory message to General Secretary Kim Jong Il from President Jiang Zemin,” People’s Korea, 11 October 1997, available from http://www1.korea-np.co.jp/pk/gen_secy_kim/kji_chrono/97101102.htm, accessed 3 September 2013.

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือยุคหลังสงครามเย็น (ตอนที่ 3)


จีนกับวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือครั้งที่ 1


            ในทศวรรษ 1950 ถึงต้นทศวรรษ 1960 จีนถือว่าการมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิทธิอันชอบธรรมของทุกประเทศ โดยจำกัดเฉพาะประเทศมหาอำนาจเท่านั้น ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่จีนเชื่อว่าการมีอาวุธนิวเคลียร์จะเป็นการคานอำนาจกับประเทศมหาอำนาจและนำโลกไปสู่เสถียรภาพ อีกทั้งจีนในขณะนั้นกำลังมีโครงการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเช่นกัน[1] แต่หลังจากที่จีนทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จใน ค.ศ. 1964 ท่าทีของจีนก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยในต้นทศวรรษ 1970 จีนเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาเลเทโลโก (Treaty of Tlateloco) ซึ่งห้ามการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ในละตินอเมริกาและแคริบเบียน และจีนเริ่มหันมายอมรับวิถีปฏิบัติระหว่างประเทศ (international regime) เกี่ยวกับการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์มากยิ่งขึ้นเมื่อเข้าสู่ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศในทศวรรษ 1980 โดยมีสาเหตุสำคัญคือ (1) จีนต้องการใช้พลังงานมากขึ้นจนต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนั้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และ (2) จีนต้องการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกาเพื่อให้การปฏิรูปเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้[2] จีนจึงเข้าเป็นสมาชิกทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency – IAEA) เมื่อ ค.ศ. 1984 และลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation Treaty - NPT) เมื่อ ค.ศ. 1992 อันเป็นช่วงเวลาที่วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือครั้งที่ 1 กำลังก่อตัวขึ้น

            เกาหลีเหนือสนใจที่จะมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองมาเป็นเวลานานแล้ว โดยพยายามขอถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจีนในกลางทศวรรษ 1960 และกลางทศวรรษ 1970 แต่จีนก็ปฏิเสธคำขอทั้ง 2 ครั้ง[3] เกาหลีเหนือจึงพยายามพัฒนาเรื่องดังกล่าวด้วยตนเองจนในปลายทศวรรษ 1970 ได้สร้างฐานสำหรับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เมืองยองเปียน (Yongbyon) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเปียงยางไปทางเหนือ 100 กิโลเมตร นอกจากนี้เกาหลีเหนือยังสนใจที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์อีกด้วย คิมอิลซุงได้ร้องขอเทคโนโลยีดังกล่าวในระหว่างการเยือนกรุงมอสโกเมื่อ ค.ศ. 1984 สหภาพโซเวียตจึงมอบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำเบา (light-water nuclear power reactor) จำนวน 4 เตาโดยแลกกับการที่เกาหลีเหนือยอมลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1985 ซึ่งมีผลผูกพันไม่ให้เกาหลีเหนือซื้อหรือผลิตอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งต้องยินยอมให้เจ้าหน้าที่จากไอเออีเอเข้าไปตรวจสอบเตาปฏิกรณ์ที่เมืองยองเปียนได้ ต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ. 1992 สภาประชาชนสูงสุดของเกาหลีเหนือได้ให้สัตยาบันต่อข้อตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยของวัสดุนิวเคลียร์ (safeguards agreement) ที่ไอเออีเอกำหนด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ของไอเออีเอเดินทางไปตรวจสอบเตาปฏิกรณ์ของเกาหลีเหนือเมื่อเดือนกรกฎาคมของปีนั้นกลับพบความผิดปกติบางประการที่ส่อว่าเกาหลีเหนืออาจมิได้ใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ ทำให้ไอเออีเอขอเข้าไปตรวจสอบที่ตั้งของกากของเสียอีก 2 จุดเพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน แต่เกาหลีเหนือไม่อนุญาต คณะกรรมการปกครอง (Board of Governors) ของไอเออีเอจึงมีมติเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 เรียกร้องให้เกาหลีเหนือยอมรับการตรวจสอบภายใน 1 เดือน แต่เกาหลีเหนือก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธ ในที่สุดเมื่อถึงวันที่ 12 มีนาคมของปีเดียวกัน เกาหลีเหนือได้ประกาศว่าจะถอนตัวออกจากสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้ในวันที่ 18 มีนาคม คณะกรรมการปกครองของไอเออีเอจึงมีมติเป็นครั้งที่ 2 เรียกร้องให้เกาหลีเหนือยอมรับการตรวจสอบโดยกำหนดเส้นตายคือวันที่ 31 มีนาคม   






            วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือทำให้จีนตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออก (dilemma) เพราะในทางหนึ่งจีนเกรงว่าการที่เกาหลีเหนือลุกขึ้นมาท้าทายไอเออีเอจะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันกันสะสมอาวุธในเอเชีย แต่ในอีกทางหนึ่งจีนก็เกรงว่าการใช้มาตรการกดดันหรือคว่ำบาตรเกาหลีเหนือจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของเกาหลีเหนือจนเกิดปัญหาผู้ลี้ภัยที่จะหลั่งไหลเข้ามายังจีน ด้วยเหตุนี้ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1993 ที่วิกฤตการณ์กำลังก่อตัวอยู่นั้น จีนได้พยายามชักจูงให้เกาหลีเหนือยอมรับการตรวจสอบจากไอเออีเอ แต่ในขณะเดียวกันจีนก็บอกสเตเปิลตัน รอย (Stapleton Roy) ทูตอเมริกันประจำกรุงปักกิ่งว่าจีนคัดค้านการกดดันหรือบีบบังคับเกาหลีเหนือ[4] และเมื่อเส้นตายคือวันที่ 31 มีนาคมใกล้เข้ามา จีนได้เตือนสหรัฐอเมริกาว่าการนำเรื่องของเกาหลีเหนือเข้าไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะยิ่งทำให้เกาหลีเหนือไม่พอใจและตัดขาดการติดต่อกับไอเออีเอมากยิ่งขึ้น ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการปกครองของไอเออีเอเมื่อวันที่ 1 เมษายนของปีนั้น จีน(กับลิเบีย)ได้ลงมติคัดค้านการนำเรื่องของเกาหลีเหนือเข้าไปในองค์การสหประชาชาติ แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะเป็นเสียงข้างน้อย[5] เรื่องดังกล่าวจึงเข้าสู่ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงในวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1993 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้เกาหลีเหนือยอมรับการตรวจสอบจากไอเออีเอ โดยจีนใช้สิทธิ์งดออกเสียง (abstain) ดังเหตุผลปรากฏในเอกสารประมวลภารกิจของคณะมนตรีความมั่นคง ความว่า

           

            ผู้แทนของจีนแสดงความเห็นว่าประเด็นเกี่ยวกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีนั้น โดยหลักแล้วเป็นเรื่องระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีกับสหรัฐอเมริกา และระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีกับสาธารณรัฐเกาหลี จึงเป็นการสมควรที่จะคลี่คลายเรื่องดังกล่าวอย่างเหมาะสมผ่านการเจรจาโดยตรงและการปรึกษาหารือกันระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีกับอีก 3 ฝ่ายที่เกี่ยวข้องตามลำดับ จีนไม่สนับสนุนให้คณะมนตรีความมั่นคงเข้ามาจัดการเรื่องนี้ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่คณะมนตรีจะมีมติใดๆ ออกมา เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์วุ่นวายมากกว่าที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาอย่างเหมาะสม จีนจึงของดออกเสียงในร่างมตินี้[6]

           

            ในเวลาเดียวกัน จีนได้แสดงบทบาทเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีเหนือ โดยในวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1993 ทูตอเมริกันประจำกรุงปักกิ่งได้เข้าพบถังเจียเสวียน (Tang Jiaxuan) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนเพื่อยื่นข้อเสนอในการเจรจากับเกาหลีเหนือ ซึ่งทางการจีนก็ได้ส่งข้อเสนอดังกล่าวไปให้เกาหลีเหนือ[7] จนนำไปสู่การเจรจาระหว่างโรเบิร์ต แอล กัลลุชชี (Robert L. Gallucci) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา กับคังซกจู (Kang Sok Ju) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือ ณ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 1993 ซึ่งเกาหลีเหนือยอมเลื่อนการถอนตัวจากสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ออกไปชั่วคราว และยอมให้ไอเออีเอกลับเข้าไปตรวจสอบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เมืองยองเปียน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ของไอเออีเอเดินทางเข้าไปตรวจสอบในเดือนสิงหาคมของปีนั้น เกาหลีเหนือกลับปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในบางจุดจนนำไปสู่ความตึงเครียดอีกครั้งหนึ่ง แต่จีนก็ยังคงหลีกเลี่ยงที่จะกดดันเกาหลีเหนือในเวทีสหประชาชาติ ดังเช่นในวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1993 ที่สมัชชาใหญ่มีมติเรียกร้องให้เกาหลีเหนือให้ความร่วมมือกับไอเออีเอ จีนก็งดออกเสียง[8]

            ท่าทีของจีนเริ่มเปลี่ยนไปหลังจากสถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้นใน ค.ศ. 1994 เมื่อสหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาจะนำขีปนาวุธที่ใช้ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย (The Gulf War) มาติดตั้งในเกาหลีใต้ จีนจึงเริ่มหันมากดดันให้เกาหลีเหนือประนีประนอมกับสหรัฐอเมริกา โดยในวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1994 ที่ประชุมคณะกรรมการปกครองของไอเออีเอมีมติให้นำเอากรณีที่เกาหลีเหนือไม่ปฏิบัติตามคำขอของไอเออีเอส่งไปให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติพิจารณา ซึ่งในการลงมติครั้งนี้จีนได้งดออกเสียง ต่างจากเดิมที่จีนเคยคัดค้านมติของคณะกรรมการปกครองที่กดดันเกาหลีเหนือ[9] และต่อมาในวันที่ 31 มีนาคมของปีเดียวกัน สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงทั้งหมดซึ่งรวมถึงจีนได้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ให้ออกแถลงการณ์ของประธาน (presidential statement) เรียกร้องให้เกาหลีเหนือยอมรับการตรวจสอบอย่างสมบูรณ์จากไอเออีเอ[10] นอกจากนี้การที่ประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) แห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1994 ว่าจะต่ออายุสถานะการเป็นชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured Nation – MFN) ของจีนต่อไปโดยไม่เอาเรื่องสิทธิมนุษยชนมาเกี่ยวข้องก็ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้จีนยอมร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในการคลี่คลายวิกฤตการณ์ในครั้งนี้มากยิ่งขึ้น[11] โดยในวันที่ 10 มิถุนายนของปีนั้น นักการทูตจีนทั้งในกรุงปักกิ่งและกรุงเปียงยางต่างแจ้งให้เกาหลีเหนือทราบว่า แม้จีนจะคัดค้านการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ แต่กระแสเรียกร้องจากนานาประเทศก็มีพลังมากจนอาจทำให้จีนไม่สามารถใช้สิทธิ์ยับยั้ง (veto) เรื่องดังกล่าวในคณะมนตรีความมั่นคงได้อีกต่อไป[12]

            ท่าทีที่เปลี่ยนไปของจีนมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกาหลีเหนือยอมต้อนรับการเยือนกรุงเปียงยางของอดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) แห่งสหรัฐอเมริการะหว่างวันที่ 15 – 18 มิถุนายน ค.ศ. 1994 อันเป็นการปูทางไปสู่การลงนามในกรอบความตกลง (Agreed Framework) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีเหนือ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมของปีนั้น อันมีใจความสำคัญคือ เกาหลีเหนือยอมยุติการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมดและยอมรับการตรวจสอบจากไอเออีเอ โดยแลกกับการที่สหรัฐอเมริกาจะจัดหาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำเบาที่มีกำลังผลิตไฟฟ้า 2,000 เมกกะวัตต์ให้แก่เกาหลีเหนือภายใน ค.ศ. 2003[13] ถือเป็นการปิดฉากวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นที่พอใจของจีน ดังจะเห็นได้จากในที่ประชุมผู้นำทางเศรษฐกิจเอเปกครั้งที่ 2 ณ เมืองโบกอร์ (Bogor) ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1994 เจียงเจ๋อหมินแสดงความชื่นชมต่อการลงนามในกรอบความตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีเหนือ โดยระบุว่าการเจรจาอย่างสันติเป็นวิธีการเดียวในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ และจะนำไปสู่สภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศที่เอื้ออำนวยต่อความเจริญทางเศรษฐกิจ[14]

---------------------------------------------------

                        [1] Evan S. Medeiros, Reluctant Restraint: The Evolution of China’s Nonproliferation Policies and Practices, 1980-2004 (Singapore: NUS Press, 2007), 33-34.
                [2] Ibid., 45-47.
                [3] Oberdorfer, ibid., 252-253.
                        [4] Joel S. Wit, Daneil B. Poneman, and Robert L. Gallucci, Going Critical: The First North Korean Nuclear Crisis (Washington, D.C.: Brooking Institution Press, 2004), 31.   
                [5] Ibid., 31-32. ไอเออีเอไม่มีระบบการใช้สิทธิ์ยับยั้ง (veto) แบบคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีแต่การให้ความเห็นชอบ (yes) คัดค้าน (no) และงดออกเสียง (abstain) เท่านั้น
                        [6] Department of Political Affairs, Repertoire of the Practice of the Security Council:  Supplement 1993-1995 (New York, NY: United Nations Publications, 2009), 616.
                [7] Wit et al., ibid., 41.
                [8] Oberdorfer, ibid., 294.
                [9] Wit et al., ibid., 154.
                [10] Ibid., 158-159.
[11] Oberdorfer, ibid., 320. ก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะให้สถานะคู่ค้าถาวร (Permanent Normal Trade Relations – PNTR) แก่จีนเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2000 สหรัฐอเมริกาให้จีนมีสถานะเป็นชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง ซึ่งทำให้จีนสามารถส่งสินค้าไปยังตลาดอเมริกันได้โดยเสียภาษีขาเข้าในอัตราเดียวกับสินค้าจากประเทศอื่น เดิมสถานะดังกล่าวไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะช่วงปลายทศวรรษ 1970 ต่อทศวรรษ 1980 สหรัฐอเมริกากับจีนยังคงมีความสัมพันธ์อันดีและร่วมกันต่อต้านอิทธิพลของสหภาพโซเวียต จนกระทั่ง ค.ศ. 1989 ที่ภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตหมดไปและเกิดเหตุการณ์เทียนอันเหมิน จึงมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกาว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชน ในปีถัดมาสภาคองเกรสจึงมีมติให้ทบทวนและต่ออายุสถานะดังกล่าวของจีนแบบปีต่อปี โดยอ้างว่าเป็นไปตามรัฐบัญญัติการค้าแจ๊กสัน-แวนิก (Jackson-Vanik Trade  Act) ค.ศ. 1974 ที่ห้ามไม่ให้รัฐบาลอเมริกันให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่ประเทศที่ยังคงจำกัดเสรีภาพของประชาชน โปรดดูใน เขียน ธีระวิทย์, นโยบายต่างประเทศจีน (กรุงเทพฯ : ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2541), 513.  
                [12] Oberdorfer, ibid., 320.
                [13] Ibid., 357.
                [14] Selected Works of Jiang Zemin, Volume I (Beijing: Foreign Languages Press, 2010), 402-403.  

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือยุคหลังสงครามเย็น (ตอนที่ 2)


การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับเกาหลีใต้และปฏิกิริยาของเกาหลีเหนือ


            ความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการระหว่างจีนกับเกาหลีใต้มิได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เทียนอันเหมินมากนัก ประธานาธิบดีโรห์แตวู (Roh Tae Woo) แห่งเกาหลีใต้ปฏิเสธที่จะร่วมขบวนไปกับสหรัฐอเมริกาในการประณามการกระทำของจีน โดยยังคงยึดมั่นในนโยบายมุ่งเหนือ (Nordpolitik) เพื่อสานสัมพันธ์กับประเทศสังคมนิยมต่อไป และเมื่อจีนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 11 ณ กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1990 เกาหลีใต้ก็ได้ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและเทคโนโลยีสำหรับงานดังกล่าว[1] และเป็นครั้งแรกที่ธงชาติของทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ถูกเชิญขึ้นที่สนามกีฬากรุงปักกิ่ง ต่อมาในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน สมาคมการค้าระหว่างประเทศของจีน (China International Chamber of Commerce) กับสมาคมส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของเกาหลีใต้ (Korea Trade and Investment Promotion Agency – KOTRA) ได้ทำข้อตกลงที่นำไปสู่การจัดตั้งสำนักงานการค้าระหว่างประเทศ (Trade Office) ณ กรุงปักกิ่งและกรุงโซลในต้น ค.ศ. 1991 ซึ่งเรื่องนี้จีนได้แจ้งให้เกาหลีเหนือทราบล่วงหน้าและคิมอิลซุงก็ให้ความเห็นชอบ[2]

            จีนต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญใน ค.ศ. 1991 เมื่อเกาหลีใต้แสดงความประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติโดยถือว่าตนเองเป็นรัฐที่แยกต่างหากจากเกาหลีเหนือ ขณะนั้นสหภาพโซเวียตได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีใต้เรียบร้อยแล้ว และกอร์บาชอฟประกาศอย่างชัดเจนระหว่างเดินทางเยือนเกาหลีใต้เมื่อเดือนเมษายนของปีนั้นว่าสหภาพโซเวียตจะไม่ขัดขวางการเข้าเป็นสมาชิกของเกาหลีใต้[3] ในบรรดาสมาชิกถาวร 5 ประเทศของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจึงมีแต่จีนเท่านั้นที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีใต้และต้องตัดสินใจว่าจะสนับสนุนเรื่องดังกล่าวหรือไม่ โดยในระหว่างการเยือนกรุงเปียงยางเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1991 หลี่เผิงได้แจ้งให้เกาหลีเหนือทราบว่าคงเป็นการยากที่จีนจะใช้สิทธิยับยั้ง (veto) ไม่ให้รับเกาหลีใต้เข้าเป็นสมาชิก[4] เมื่อได้ฟังเช่นนี้เกาหลีเหนือจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกพร้อมไปกับเกาหลีใต้ แต่คิมอิลซุงก็ยังกังวลว่าสหรัฐอเมริกาอาจขัดขวางเกาหลีเหนือ เฉียนฉีเชินจึงเดินทางไปเยือนกรุงเปียงยางในเดือนถัดมาเพื่อยืนยันกับคิมอิลซุงว่าจีนจะช่วยให้การเข้าเป็นสมาชิกของเกาหลีเหนือเป็นไปอย่างราบรื่น[5] ในที่สุดเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1991

            การที่จีนผลักดันให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติพร้อมกันสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อถึงปลาย ค.ศ. 1991 นโยบายเกาหลีเดียวที่จีนยึดมั่นตลอดมานับตั้งแต่สถาปนาประเทศนั้นได้สิ้นสุดลงแล้วในทางปฏิบัติ เหลือแต่เพียงกระบวนการเจรจาเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเท่านั้น เฉียนฉีเชินจึงอาศัยโอกาสที่เดินทางไปประชุมองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation - APEC) ครั้งที่ 3 ณ กรุงโซลเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีนั้นเพื่อพบกับประธานาธิบดีโรห์แตวู โดยโรห์แตวูได้เปรียบเปรยว่าชายฝั่งตะวันตกของเกาหลีกับชายฝั่งตะวันออกของจีนอยู่ใกล้กันมากจนถึงขนาดได้ยินเสียงสุนัขเห่าและไก่ขันได้ เฉียนฉีเชินจึงตอบไปว่า “ในเมื่อสุนัขเห่าและไก่ขันยังได้ยินถึงกันก็ไม่ควรปฏิเสธการไปมาหาสู่กัน”[6] ซึ่งเท่ากับว่าทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันเป็นนัยที่จะมีความสัมพันธ์ทางการทูตนั่นเอง   


                        สนามบินซุนอัน (Sunan Airport) กรุงเปียงยาง



            อย่างไรก็ตาม จีนมิได้รีบเร่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีใต้ในทันทีเพราะจะต้องทำความเข้าใจกับเกาหลีเหนือเสียก่อน โดยในเดือนเมษายน ค.ศ. 1992 หยางซ่างคุนเดินทางไปเยือนกรุงเปียงยางเพื่อร่วมงานฉลองวันเกิด 80 ปีของคิมอิลซุงพร้อมกับแจ้งให้ทราบว่าจีนกำลังจะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีใต้ ซึ่งเมื่อคิมอิลซุงได้ฟังแล้วก็มีท่าทีไม่เห็นด้วยโดยขอให้จีน “พิจารณาให้ลุ่มลึกอีกเล็กน้อย”[7] แต่จีนก็ยังคงเดินหน้าต่อไปจนการเจรจาระหว่างจีนกับเกาหลีใต้เสร็จสิ้นลงในเดือนมิถุนายนของปีนั้น แต่ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะลงนามในแถลงการณ์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เจียงเจ๋อหมินได้มอบหมายให้เฉียนฉีเชินเดินทางไปยังเกาหลีเหนืออีกครั้งในกลางเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1992 “เพื่อเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงต่อเกาหลีเหนือ”[8] ผลปรากฏว่าเฉียนฉีเชินได้รับการต้อนรับอย่างเย็นชาที่กรุงเปียงยาง ดังปรากฏในบันทึกการทูตของเขา ความตอนหนึ่งว่า

 

เมื่อก่อนเวลามาเยือนเกาหลีเหนือครั้งใด ก็จะพบกับบรรยากาศที่ครึกครื้น มีคณะต้อนรับใหญ่โต แต่ครั้งนี้เครื่องลงจอดในมุมสนามบินลับตาคน ส่วนบุคคลที่มารับข้าพเจ้านั้นมีแต่นายคิมยองนัม (Kim Yong Nam) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้นเอง[9]

 

            ในการพบปะกับคิมอิลซุง ณ บ้านพักตากอากาศฤดูร้อน เฉียนฉีเชินได้ชี้แจงถึงความจำเป็นที่จีนต้องสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีใต้ และย้ำว่าจีนจะยังคงให้ความสำคัญกับมิตรภาพที่มีกับเกาหลีเหนืออยู่ต่อไป รวมทั้งสนับสนุนการผ่อนคลายความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีและการรวมเกาหลีโดยสันติวิธี ซึ่งคิมอิลซุงก็นั่งฟังเพียงครู่เดียวโดยบอกว่ารับทราบและเข้าใจจุดยืนของจีน แม้ว่าในบันทึกของเฉียนฉีเชินจะกล่าวถึงคิมอิลซุงอย่างยกย่อง หากแต่เมื่อดูจากเนื้อหาในบันทึกแล้วจะพบว่าคิมอิลซุงปฏิบัติกับเขาอย่างเย็นชาอยู่ไม่น้อย ดังความตอนหนึ่งว่า

 

            ท่านประธานาธิบดีคิมอิลซุงได้มองดูหยกแกะสลักเก้ามังกรคลอมุกและลิ้นจี่สดที่ข้าพเจ้านำมาฝากท่านแวบหนึ่ง แล้วท่านก็ลุกขึ้นส่งแขก เท่าที่ข้าพเจ้าจำได้ ครั้งนี้เป็นการพบปะประธานาธิบดีคิมอิลซุงของคณะผู้แทนจีนที่ใช้เวลาสั้นที่สุด และหลังการพบปะก็มิได้มีการจัดงานเลี้ยงรับรองอย่างที่เคยทำกันมาในอดีต[10]

 

            ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1992 เฉียนฉีเชินกับลีซางอุก (Lee Sang Ock) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้ลงนามในแถลงการณ์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ณ เรือนรับรองเตี้ยวอวี๋ไถ (Diaoyutai) ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเท่ากับปิดฉากนโยบายเกาหลีเดียวของจีนไปอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีข้อสังเกตว่าในวันเดียวกันนั้นคณะทูตสันถวไมตรีจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้เดินทางไปเยือนกรุงเปียงยาง[11] อันสะท้อนให้เห็นว่าจีนยังคงให้ความสำคัญกับเกาหลีเหนือในยุคหลังสงครามเย็นอยู่ต่อไป


-------------------------------------------


                        [1] Lee, Ibid., 150.
                [2] เฉียนฉีเชิน, บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง, 219.
                [3] Oberdorfer, ibid., 231.
                [4] เฉียนฉีเชิน, บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง, 220.
                [5] เพิ่งอ้าง, 221.
                [6] เพิ่งอ้าง, 210.
                [7] เพิ่งอ้าง, 225.
                [8] เพิ่งอ้าง, 226.
                [9] เพิ่งอ้าง, 226.
                        [10] เพิ่งอ้าง, 228.
                        [11] B. C. Koh, “Trends in North Korean Foreign Policy,” Journal of Northeast Asian Studies 13 (Summer 1994): 71 อ้างถึงใน Seongji Woo, “Adversarial Engagement and Alliance Relations: Triangular Politics on the Korean Peninsula, 1988-1994,” Issues & Studies 37 (March/April 2001): 130.