วันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2560

ปักกิ่งปะทะฮาวานา: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 – 1995 (ตอนที่ 10 คิวบาในมุมมองของจีนจนถึงต้นทศวรรษ 1980: หุ่นเชิดของลัทธิสังคมจักรวรรดินิยมโซเวียตและเป้าโจมตีทางศีลธรรม)


นโยบายต่างประเทศของคิวบาหลังการปฏิวัติเมื่อ ค.ศ. 1959 นั้นมีความโดดอยู่ประการหนึ่ง กล่าวคือ การเป็นประเทศขนาดเล็กที่ส่งกำลังทหารออกไปปฏิบัติการข้ามทวีปเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษ 1970 และ 1980 จนทำให้คิวบาเป็นประเทศที่ส่งทหารออกไปปฏิบัติการข้ามทวีปมากเป็นอันดับสองในยุคสงครามเย็น โดยเป็นรองแต่เพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้น[1] สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้นำคิวบามองว่าการส่งทหารไปช่วยเหลือขบวนการปฏิวัติในประเทศต่างๆ จะเป็นการลดทอนอิทธิพลของสหรัฐฯ ในทางอ้อม รวมทั้งมองว่าตนเองมีพันธะที่จะต้องช่วยเหลือประเทศโลกที่สามมากกว่าประเทศสังคมนิยมอื่นๆ ดังที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า

 

เหล่าผู้นำคิวบาเชื่อว่าประเทศของพวกเขามีความเห็นอกเห็นใจเป็นพิเศษต่อโลกที่สามที่ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะลาตินอเมริกาเท่านั้น และคิวบาจะต้องแสดงบทบาทที่พิเศษ สหภาพโซเวียตและพันธมิตรในยุโรปตะวันออกล้วนแต่เป็นคนขาวและถือว่าร่ำรวยถ้าวัดโดยมาตรฐานของโลกที่สาม ส่วนจีนก็แสดงความอหังการในฐานะมหาอำนาจที่กำลังทะยานขึ้นและไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมแอฟริกันและลาตินอเมริกัน ในทางตรงกันข้าม คิวบาไม่ใช่คนขาว ยากจน ถูกคุกคามจากศัตรูที่ทรงอำนาจ และยังมีวัฒนธรรมที่เป็นลาตินอเมริกันและแอฟริกัน คิวบาจึงเป็นลูกผสมที่มีลักษณะเฉพาะ นั่นคือ การเป็นประเทศสังคมนิยมที่มีสำนึกของความเป็นโลกที่สาม[2]  

 

อย่างไรก็ตาม  จีนไม่ได้เข้าใจพฤติกรรมของคิวบาในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้เป็นเพราะปฏิบัติการทางการทหารของคิวบาในช่วงทศวรรษ 1970 นั้นเกิดขึ้นในบริบทสำคัญสองบริบท บริบทแรกคือการที่จีนมองสหภาพโซเวียตเป็นภัยคุกคามมากยิ่งขึ้นภายหลังกรณีเชโกสโลวะเกียเมื่อ ค.ศ. 1968 และการปะทะกันตามแนวชายแดนจีน-โซเวียตในปีถัดมา โดยในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 9 ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1969 หลินเปียวระบุว่าจีนต้องเตรียมตัวรับมือกับสงครามขนาดใหญ่ซึ่งรวมถึงสงครามนิวเคลียร์ และต้องแสวงหาความร่วมมือจากประเทศและประชาชนทั่วโลกเพื่อสร้าง “แนวร่วมที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (the broadest possible united front)” ในการเอาชนะลัทธิจักรวรรดินิยมและลัทธิแก้[3] หรือที่ต่อมาพัฒนาเป็น “ทฤษฎีสามโลก (Three Worlds Theory)” ซึ่งเสนอโดยเหมาเจ๋อตงใน ค.ศ. 1974[4] บริบทถัดมาคือความสัมพันธ์ระหว่างคิวบากับสหภาพโซเวียตที่ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นเมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1970 โดยในการประชุมกลุ่มประเทศในขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (The Non - Aligned Movement) ณ ประเทศแอลจีเรียเมื่อ ค.ศ. 1973 ฟิเดล คาสโตรประณามการตีตราว่าสหภาพโซเวียตเป็นลัทธิจักรวรรดินิยมเหมือนสหรัฐอเมริกา[5] และต่อมาใน ค.ศ. 1975 สหภาพโซเวียตได้เชิญคิวบาเข้าร่วมการประชุมอินเตอร์คิท (Interkit) อันเป็นเวทีประสานความร่วมมือระหว่างสหภาพโซเวียตกับประเทศสังคมนิยมอื่นๆ ในการกำหนดท่าทีต่อจีน ด้วยเหตุนี้จีนจึงมองพฤติกรรมหรือจุดยืนของคิวบาในกรณีต่างๆ ในช่วงทศวรรษ 1970 ว่าเป็นแผนการของ “ลัทธิสังคมจักรวรรดินิยมโซเวียต (Soviet social-imperialism)” ที่จะขยายอำนาจไปยังต่างประเทศ และจีนกับคิวบาก็มีจุดยืนที่ตรงกันข้ามอย่างชัดเจนในกรณีของแองโกลาและกัมพูชา


    การ์ตูนล้อเลียนความสัมพันธ์ระหว่างคิวบากับสหภาพโซเวียต
        ในนิตยสาร ปักกิ่งรีวิว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1982


ในต้นทศวรรษ 1970 แองโกลายังคงเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส โดยมีขบวนการที่กำลังทำสงครามต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมรวม 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) ขบวนการประชาชนเพื่อการปลดปล่อยแองโกลา หรือเอ็มพีแอลเอ (MPLA) ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1956 โดยเป็นขบวนการที่ประกาศตนว่าเดินตามลัทธิมากซ์อย่างชัดเจนและได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธและการฝึกจากทั้งจีน สหภาพโซเวียต และคิวบา[6] (2) แนวร่วมแห่งชาติเพื่อการปลดปล่อยแองโกลา หรือเอฟเอ็นแอลเอ (FNLA) ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1962 โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างประธานาธิบดีโมบูตู (Mobutu) แห่งซาอีร์[7] ผู้ซึ่งหวังจะยึดครองแหล่งน้ำมันในแองโกลาและสร้างมหาอาณาจักรซาอีร์ (Greater Zaire)[8] และ (3) สหภาพแห่งชาติเพื่อการเป็นเอกราชอย่างสมบูรณ์ของแองโกลา หรือยูนิตา (UNITA) ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1966 โดยแยกตัวออกมาจากเอฟเอ็นแอลเอ และถึงแม้ว่ายูนิตาจะประกาศตนว่าได้รับแรงบันดาลใจการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตง ทว่าจีนก็ให้ความช่วยเหลือแก่ยูนิตาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น[9] แต่แล้วใน ค.ศ. 1973 เมื่อตระหนักว่าสหภาพโซเวียตกำลังมีอิทธิพลเหนือเอ็มพีแอลเอมากเกินไป จีนจึงละทิ้งเอ็มพีแอลเอและหันมาสนับสนุนเอฟเอ็นแอลเอแทน หรือเท่ากับว่าจีนสนับสนุนขบวนการเดียวกับสหรัฐฯ เพื่อคานอิทธิพลของสหภาพโซเวียตในแองโกลา

แองโกลากลายเป็นปัญหามากขึ้นเมื่อเกิดการรัฐประหารในโปรตุเกสเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 1974 และรัฐบาลใหม่ที่กรุงลิสบอนซึ่งไม่ต้องการแบกรับภาระด้านงบประมาณในการดูแลอาณานิคมได้สั่งให้ถอนเจ้าหน้าที่และทหารออกจากแองโกลา การถอนตัวของเจ้าอาณานิคมยิ่งเปิดช่องให้ขบวนการเรียกร้องเอกราชทั้งหลายและประเทศที่อยู่เบื้องหลังเร่งช่วงชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง จีนส่งครูฝึก 112 คนไปยังซาอีร์เพื่อช่วยเหลือเอฟเอ็นแอลเอในเดือนพฤษภาคมของปีนั้น และยังส่งอาวุธไปให้อีก 450 ตันในต้นเดือนกันยายนของปีเดียวกัน[10] ส่วนสหรัฐอเมริกาในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1975 ก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่เอฟเอ็นแอลเอและยูนิตาเป็นมูลค่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐ[11] ขณะเดียวกันในต้น ค.ศ. 1975 สหภาพโซเวียตก็เร่งส่งอาวุธมากให้แก่เอ็มพีแอลเอ ส่วนคิวบาก็ส่งที่ปรึกษาทางทหารมาช่วยเอ็มพีแอลเอวางแผนการรบและยังส่งเงินช่วยเหลือจำนวน 100,000 เหรียญสหรัฐมาให้ในเดือนสิงหาคมของปีนั้นอีกด้วย[12] ในที่สุดแล้วเมื่อถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 1975 เอ็มพีแอลเอซึ่งมีสหภาพโซเวียตและคิวบาให้การสนับสนุนก็สามารถยึดครองเมืองเอกของ 11 จังหวัดจาก 15 จังหวัดไว้ได้ หรือเท่ากับว่าเอฟเอ็นแอลเอซึ่งมีจีนและสหรัฐอเมริกาสนับสนุนนั้นกำลังตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำในแองโกลา แต่สถานการณ์กลับพลิกผันในต้นเดือนตุลาคมของปีนั้น เมื่อแอฟริกาใต้ซึ่งขณะนั้นยังคงยึดครองนามิเบียและไม่ต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับตนทางทิศเหนืออย่างแองโกลาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต ได้ส่งกองกำลังราว 3,000 คน พร้อมเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน และยานเกราะเข้ามาช่วยเอฟเอ็นแอลเอและยูนิตาจนสามารถยึดดินแดนที่อยู่ในการควบคุมของเอ็มพีแอลเอคืนมาได้เป็นจำนวนมาก และมีทีท่าว่าจะสามารถยึดกรุงลูอันดาได้ในระยะเวลาไม่นานนัก

ทั้งจีนและคิวบาต่างมีปฏิกิริยาต่อการเข้าแทรกแซงของแอฟริกาใต้ในแองโกลาด้วยกันทั้งคู่ แต่เป็นไปในลักษณะที่ต่างกัน กล่าวคือ จีนตกใจมากกับการเข้าแทรกแซงดังกล่าว เพราะเท่ากับว่าจีนกำลังกลายเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลของประเทศที่มีการเหยียดสีผิว (apartheid) ไปโดยปริยาย ซึ่งขัดกับจุดยืนที่จีนยึดมั่นมาตลอดเกี่ยวกับการปลดปล่อยอาณานิคมและการต่อต้านรัฐบาลของชนกลุ่มน้อยผิวขาวในทวีปแอฟริกา และจะกระทบต่อสถานะและความน่าเชื่อถือของจีนในสายตาของประเทศจำนวนมากในทวีปดังกล่าวอย่างแน่นอน ทำให้ในปลายเดือนตุลาคม ค.ศ. 1975 จีนตัดสินใจถอนตัวออกจากความขัดแย้งในแองโกลา[13] ขณะที่คิวบาก็ตกใจเช่นเดียวกัน ด้วยเกรงว่าการเข้าแทรกแซงดังกล่าวจะทำให้เอ็มพีแอลเอพ่ายแพ้และอำนาจการปกครองแองโกลาจะตกอยู่ในมือของกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ทำให้ในต้นเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกันนั้น คิวบาตัดสินใจส่งทหารเข้าแทรกแซงในแองโกลาจนสามารถช่วยเอ็มพีแอลเอป้องกันกรุงลูอันดาเอาไว้ได้ ต่อมาในวันที่ 11 พฤศจิกายนของปีนั้นเอง เอ็มพีแอลเอก็ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนแองโกลา (The People’s Republic of Angola) และนับจากนั้นจนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1991 คิวบาได้ส่งทหารไปปฏิบัติการคุ้มครองรัฐบาลเอ็มพีแอลเอเป็นจำนวนรวมถึง 375,000 คน[14]

แม้ว่าจีนจะถอนตัวออกไปจากแองโกลาก่อนการมาถึงของทหารคิวบาจนทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ปะทะกันทางทหารโดยตรง แต่กรณีดังกล่าวก็กลายเป็นประเด็นที่ทั้งจีนและคิวบาใช้ในการกล่าวโจมตีซึ่งกันและกันในเวลาต่อมา โดยในการให้สัมภาษณ์กับสื่อของฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1977 ฟิเดล คาสโตรระบุว่าจีนกำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ทรยศต่อลัทธิสากลนิยมและลัทธิมากซ์-เลนิน และหนึ่งในตัวอย่างก็คือกรณีของแองโกลาที่จีนเข้าเป็นพวกเดียวกับสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐอเมริกา (Central Intelligence Agency - CIA) ลัทธิอาณานิคมใหม่ และพวกเหยียดเชื้อชาติ[15] ขณะที่ฝ่ายจีนก็ได้นำเรื่องการแทรกแซงทางทหารของคิวบาในแองโกลามาใช้ทำลายความน่าเชื่อถือในการเป็นผู้นำขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของคิวบา ดังบทความใน ปักกิ่งรีวิว เมื่อ ค.ศ. 1978 ที่ตั้งคำถามว่า หากคิวบาเข้าแทรกแซงทางทหารในแองโกลาโดยมีจุดประสงค์เพื่อการปลดปล่อยประชาชนจากลัทธิจักรวรรดินิยมจริง เหตุใดคิวบาจึงไม่เข้าแทรกแซงเสียตั้งแต่เมื่อชาวแองโกลาต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมอย่างโปรตุเกส แต่กลับเพิ่งเข้ามาแทรกแซงเมื่อโปรตุเกสละทิ้งอาณานิคมไปแล้ว และบทความดังกล่าวเปรียบเปรยว่าคิวบากำลังเป็นม้าโทรจัน (Trojan horse) ให้กับสหภาพโซเวียตในการบ่อนทำลายขบวนการฝักใฝ่ฝ่ายใด[16]   

นอกจากปัญหาแองโกลาแล้ว กัมพูชาก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่นำไปสู่การกล่าวโจมตีกันอย่างรุนแรงระหว่างจีนกับคิวบา ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1978 เวียดนามได้ลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหภาพโซเวียต และในวันที่ 25 ของเดือนถัดมา เวียดนามได้รุกรานกัมพูชาประชาธิปไตย (Democratic Kampuchea) ที่ปกครองโดยพอลพต (Pol Pot) ผู้นำของกลุ่มเขมรแดงที่มีจีนให้การอุปถัมภ์ และได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (The People’s Republic of Kampuchea) ที่นิยมเวียดนามขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1979 โดยมีเฮง สัมริน (Heng Samrin) เป็นประมุข ซึ่งจีนมองว่าทั้งหมดเป็นแผนการของสหภาพโซเวียตที่จะขยายอำนาจเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเวียดนาม ทำให้ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ของปีนั้น จีนตอบโต้การเป็นพันธมิตรทางทหารระหว่างเวียดนามกับสหภาพโซเวียตด้วยการนำทหารจำนวน 170,000 คนบุกภาคเหนือของเวียดนามเป็นเวลา 4 สัปดาห์ก่อนที่จะถอนกำลังกลับ หรือที่เรียกกันว่า สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม[17]

หลังจากที่จีนเริ่มบุกเวียดนามได้เพียง 4 วัน หรือตรงกับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ฟิเดล คาสโตรได้จัดการระดมมวลชนเพื่อแสดงพลังสนับสนุนเวียดนามขึ้นที่กรุงฮาวานา โดยกล่าวว่าจีนกำลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกฟาสซิสต์ซึ่งทรยศต่อลัทธิสังคมนิยมและหันไปร่วมมือกับประเทศจักรวรรดินิยมอย่างสหรัฐอเมริกาในบุกเวียดนาม ฟิเดล คาสโตรระบุด้วยว่าเติ้งเสี่ยวผิงเป็น “ไอ้โง่ (numbskull)” และเป็นเสมือนภาพล้อของฮิตเลอร์[18] ต่อมาเมื่อคิวบาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำขบวนการฝักใฝ่ฝ่ายใดที่กรุงฮาวานาในวันที่ 3 กันยายนของปีนั้น ฟิเดล คาสโตรได้กล่าวสุนทรพจน์โจมตีจีน ความตอนหนึ่งระบุว่า

 

จีนมีสิทธิ์อะไรในการสั่งสอนเวียดนาม บุกเข้าไปยังดินแดนของเขา ทำลายมั่งคั่งที่พวกเขามีอยู่ปานกลาง และสังหารประชาชนของเขาไปหลายพันคน กลุ่มผู้ปกครองประเทศจีนสนับสนุนให้ปิโนเชต์โค่นล้มอัลเยนเด สนับสนุนให้แอฟริกาใต้รุกรานแองโกลา สนับสนุนชาห์[19] สนับสนุนโซโมซา[20] สนับสนุนและส่งอาวุธให้ซาดัต[21] เห็นชอบกับการที่พวกแยงกี้ปิดล้อมคิวบา ปกป้องการคงอยู่ขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ และเข้าเป็นฝ่ายเดียวกับสหรัฐอเมริกาและพลังปฏิกิริยาส่วนใหญ่ในยุโรปและในส่วนอื่นๆ ของโลก คนกลุ่มนี้ไม่มีเกียรติหรือมีจุดยืนทางศีลธรรมที่จะไปสั่งสอนใครทั้งนั้น[22]

 

จีนได้ตอบโต้สุนทรพจน์ของฟิเดล คาสโตรผ่านบทบรรณาธิการใน ประชาชนรายวัน เมื่อวันที่ 14 กันยายนของปีนั้น โดยระบุว่าสหภาพโซเวียตคือผู้เบื้องหลังการกระทำของทั้งคิวบาและเวียดนาม และถือเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดของขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ดังความตอนหนึ่งว่า

 

แง่ดีของการประชุมสุดยอด ณ กรุงฮาวานาก็คือ สมาชิกจำนวนมากในขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดได้เห็นโฉมหน้าอันแท้จริงของคิวบาและเวียดนามที่บอกว่าตนเอง “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” และได้ตระหนักถึงความเข้มแข็งของเอกภาพในการต่อสู้ เราคงพอทำนายได้ว่าคิวบาและเวียดนามที่มีสหภาพโซเวียตคอยกระตุ้นอยู่นั้นคงจะพยายามสร้างอุปสรรคทุกชนิดเพื่อขัดขวางเส้นทางของขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคิวบาซึ่งคงจะใช้อำนาจอย่างผิดๆ ในฐานะที่เป็น “ประธานปัจจุบัน”ในการผลักดันแผนการของสหภาพโซเวียตที่จะบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานและทิศทางของขบวนการ[23]

 

ข้อที่น่าสังเกตประการหนึ่งก็คือ ความขัดแย้งระหว่างจีนกับคิวบาที่กินเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1960 นั้นไม่สัมพันธ์กับระดับของภัยคุกคามที่คิวบามีต่อจีนเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศโลกที่สามอย่างอินเดียและเวียดนามซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียต และเป็นศัตรูในสายตาของจีนในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายของสงครามเย็น กล่าวคือ ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอินเดียและระหว่างจีนกับเวียดนามนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะในแง่ของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ การที่อินเดียและเวียดนามตัดสินใจเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียตในต้นและปลายทศวรรษ 1970 ตามลำดับนั้นถือเป็นภัยคุกคามระยะประชิดต่อพรมแดนทางทิศตะวันตกและทิศใต้ของจีนอย่างชัดเจน จึงไม่น่าแปลกที่จีนจะมองทั้งสองประเทศนี้เป็นศัตรูตัวฉกาจที่ร่วมมือกับสหภาพโซเวียตในการปิดล้อมจีน และต้องรอให้มีการเริ่มต้นกระบวนการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตในต้นทศวรรษ 1980 เสียก่อน การปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอินเดียและเวียดนามจึงเกิดขึ้นตามมาในปลายทศวรรษเดียวกัน

ในทางตรงกันข้าม คิวบามีที่ตั้งห่างไกลจากจีนมาก และถึงแม้จะส่งทหารไปปฏิบัติการในต่างประเทศ แต่คิวบาก็ไม่มีปฏิบัติการในภูมิภาคที่รายล้อมพรมแดนของจีนเลย อีกทั้งการแสดงจุดยืนของคิวบาที่เข้าข้างเวียดนามในการบุกกัมพูชาและเข้าข้างสหภาพโซเวียตในการบุกอัฟกานิสถานในปลายทศวรรษ 1970 ก็เป็นเพียงการสนับสนุนทางวาจาเท่านั้น โดยมิได้มีการกระทำอื่นใดที่จะยกระดับภัยคุกคามในระยะประชิดต่อจีนให้ร้ายแรงขึ้นกว่าเดิม หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนกับคิวบานั้นปรากฏออกมาในรูปของการโต้เถียง (polemics) เป็นส่วนใหญ่ ต่างจากกรณีของอินเดียและเวียดนามที่บั่นทอนความมั่นคงของจีนอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จีนน่าจะมีโอกาสปรับปรุงความสัมพันธ์กับคิวบาได้ง่ายกว่าปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต อินเดีย และเวียดนาม แต่เหตุใดในที่สุดแล้วเหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น คำอธิบายที่อาจเป็นไปได้ก็คือ จีนไม่อาจริเริ่มปรับปรุงความสัมพันธ์กับคิวบาได้เนื่องจากต้องการใช้คิวบาเป็นเป้าโจมตีทางศีลธรรมเพื่อแสวงหาการยอมรับจากประเทศโลกที่สามในการต่อต้านสหภาพโซเวียต ดังที่ Chih-yu Shih ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับศีลธรรม (morality) ในนโยบายต่างประเทศของจีนยุคสงครามเย็นไว้ว่า

 

จีนไม่ได้มองโลกที่สามในเชิงเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ จีนจึงไม่สามารถยอมรับประเทศด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจซึ่งยินดีรับใช้รัฐที่แสวงหาความเป็นใหญ่ (hegemonic states) ให้มาเป็นพันธมิตรกับจีนได้ ตัวอย่างของประเทศเหล่านี้ที่จีนมองว่าเป็นผู้แปรพักตร์นั้นได้แก่ คิวบา อินเดีย และเวียดนาม จีนจึงปฏิเสธที่จะสานสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้ เพราะถ้าทำเช่นนั้นก็เท่ากับว่าจีนกำลังทำลายความน่าเชื่อถือในการสร้างแนวร่วมเพื่อต่อต้านลัทธิครองความเป็นใหญ่[24] 

 

            ด้วยเหตุที่พฤติกรรมของสหภาพโซเวียตในสายตาของจีนยังคงแสดงออกถึงลัทธิครองความเป็นใหญ่ตลอดทศวรรษ 1970 ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาจึงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษนั้น และถึงแม้ว่าในเดือนกันยายน ค.ศ. 1979 จีนจะเริ่มเจรจาปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตโดยขอให้ลดการวางกำลังทหารตามแนวชายแดนที่ติดกับจีนและในมองโกเลีย รวมทั้งยุติความช่วยเหลือแก่เวียดนาม ขณะที่สหภาพโซเวียตขอให้จีนยุติการกล่าวโจมตีตนและขยายความร่วมมือทางการค้าและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม[25] แต่การเจรจาก็ต้องยุติลงกลางคันเมื่อสหภาพโซเวียตรุกรานอัฟกานิสถานในเดือนธันวาคมของปีนั้น โดยในการประชุมฉุกเฉินนัดพิเศษของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1980 จีนร่วมมือกับอีก 103 ประเทศลงมติเรียกร้องให้สหภาพโซเวียตถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานในทันที ขณะที่คิวบาคัดค้าน[26] ทั้งนี้มติจากการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 2 ของพรรคคอมมิวนิสต์คิวบาในเดือนธันวาคมของปีนั้นระบุว่า คิวบายินดีที่ชาวอัฟกันได้รับการปลดปล่อยจากระบอบการปกครองที่เป็นทรราชและกึ่งศักดินา[27] 

หลังการรุกรานอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียตในปลาย ค.ศ. 1979 ไปจนถึงต้น ค.ศ. 1982 สิ่งพิมพ์ของทางการจีนยังคงกล่าวโจมตีคิวบาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง โดยเมื่อคิวบาถอนตัวจากการลงสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1980 บทความใน ปักกิ่วรีวิว ก็แสดงความเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่คิวบาสนับสนุนการรุกรานอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียตจนทำลายหลักการของการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จึงสมควรแล้วที่คิวบาจะไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจนต้องถอนตัวไปในที่สุด[28] จนกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1982 บทความใน ปักกิ่งรีวิว ก็ยังคงระบุว่าคิวบาเป็นเครื่องมือในการขยายอำนาจของสหภาพโซเวียต[29] แต่แล้วในเดือนถัดมาเมื่อสหภาพโซเวียตแสดงท่าทีว่าต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีน การเจรจาระหว่างสองฝ่ายจึงเริ่มต้นอีกครั้งในเดือนตุลาคมของปีนั้น จนนำไปสู่การที่สหภาพโซเวียตเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศในส่วนที่กระทบต่อความมั่นคงของจีน ทำให้การปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาเกิดขึ้นได้ในลำดับถัดมา อันจะได้กล่าวถึงต่อไป


-----------------------------------------------------------

[1] Piero Gleijeses, “Cuba and The Cold War, 1959-1980,” in The Cambridge History of the Cold War, Volume II: Crisis and Détente, eds. Melvyn P. Leffler and Odd Arne Westad (Cambridge: Cambridge University Press, 2010), 327.  
[2] Ibid, 341-342.
[3] Peking Review, 30 August 1969, 34.
[4] เหมาเจ๋อตงกล่าวถึงทฤษฎีสามโลกเป็นครั้งแรกในการสนทนากับเคนเนท เดวิด คาอุนดา (Kenneth David Kaunda) ประธานาธิบดีแห่งแซมเบียเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974 โดยระบุว่า โลกที่หนึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตซึ่งล้วนเป็นประเทศจักรวรรดินิยม ส่วนโลกที่สองประกอบไปด้วยญี่ปุ่น ประเทศในยุโรป ออสเตรเลีย และแคนาดา ขณะที่โลกที่สามประกอบไปด้วยจีนและประเทศในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกาทั้งหมด  โดยจีนจะต้องสร้างแนวร่วมกับโลกที่สองและโลกที่สามเพื่อต่อสู้กับโลกที่หนึ่ง
[5] Domínguez, ibid., 104-105.
[6] Ian Taylor, China and Africa: Engagement and Compromise (Oxon: Routledge, 2006), 76; Elizabeth Schmidt, Foreign Intervention in Africa: From the Cold War to the War on Terror (New York: Cambridge University Press, 2013), 96.
[7] ปัจจุบันคือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
[8] Schmidt, ibid., 92-93. 
[9] Taylor, ibid., 77.
[10]  Ibid., 78.
[11] Ibid., 80.
[12] Schmidt, ibid., 96.
[13] Ibid., 97.
[14] Choi et al., ibid., 79.
[15] “Interview to French Weekly Afrique-Asie,” in Castro Speech Database http://lanic.utexas.edu/project/castro/db/1977/19770506.html; accessed 22 March 2017.
[16] Peking Review, 9 June 1978, 21-22.
[17] เดิมเข้าใจกันว่าสงครามจีนสั่งสอนเวียดนามเป็นปฏิกิริยาตอบโต้การที่เวียดนามรุกรานกัมพูชาในปลายเดือนธันวาคม ค.ศ. 1978 แต่การศึกษาในชั้นหลังได้พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าจีนเริ่มวางแผนจะบุกเวียดนามตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1978 หลังจากทราบข่าวการลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารระหว่างเวียดนามกับสหภาพโซเวียต ดูรายละเอียดใน Xiaoming Zhang, Deng Xiaoping’s Long War: : The Military Conflict between China and Vietnam, 1979-1991 (Chapel Hill, NC: University of North Carolina Press, 2015).
[18] Fidel Castro, “Vietnam is not alone,” in Taber (ed.), ibid., 167-179.   
[19] ในทศวรรษ 1970 จีนมองอิหร่านภายใต้การปกครองในระบอบกษัตริย์ของชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (Mohammad Reza Pahlavi) ในฐานะพันธมิตรเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต โดยในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1978 ฮว่ากั๋วเฟิง (Hua Guofeng) ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงเดินทางเยือนกรุงเตหะราน ทั้งๆ ที่ขณะนั้นรัฐบาลของชาห์ควบคุมความวุ่นวายในประเทศไม่ได้แล้ว และเกิดการปฏิวัติจนพระองค์ต้องสละราชสมบัติในเดือนมกราคมของปีถัดมา ดูใน John W. Garver, China and Iran: Ancient Partners in a Post-Imperial World (Seattle, WA: University of Washington Press, 2006), 54-56.
[20] ระบอบเผด็จการของตระกูลโซโมซา (Somoza) ซึ่งปกครองของนิการากัวในช่วง ค.ศ. 1936 – 1979 นั้นเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาในสงครามเย็น แต่นิการากัวในช่วง ค.ศ. 1965 – 1985 นั้นมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลของสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวัน ข้อกล่าวหาของฟิเดล คาสโตรที่ว่าจีนสนับสนุนระบอบโซโมซาจึงดูจะเป็นการเหมารวมเกินไปว่าพันธมิตรของสหรัฐฯ ทั้งหมดในทศวรรษ 1970 คือพันธมิตรของจีน
[21] อันวาร์ ซาดัต (Anwar Sadat) ประธานาธิบดีอียิปต์ช่วง ค.ศ. 1970 – 1981 เป็นพันธมิตรสำคัญของทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ทั้งนี้ในทศวรรษ 1970 จีนมีพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียตอยู่สองประเทศ หรือที่มีนักวิชาการเรียกว่านโยบายเดินบนขาทั้งสองข้าง (walking on two legs) ข้างหนึ่งคืออันวาร์ ซาดัต อีกข้างหนึ่งคือชาห์แห่งอิหร่าน โปรดดู Yitzhak Shichor, “In Search of Alternatives: China’s Middle East Policy after Sadat,” The Australian Journal of Chinese Affairs, no. 8 (July 1982): 101-110.
[22] Fidel Castro, “Keynote to the Sixth Summit Conference,” in Taber (ed.), ibid., 209.  
[23] Beijing Review, 21 September 1979, 23.
[24] Chih-yu Shih, China’s Just World: The Morality of Chinese Foreign Policy (London: Lynne Rienner Publishers, 1993), 186. 
[25] Lowell Dittmer, Sino-Soviet Normalization and Its International Implications, 1945-1990 (Seattle, WA: University of Washington Press, 1992), 71.
[26] Beijing Review, 4 February 1980, 14.
[27] “Resolution on international policy,” in Taber (ed.), ibid., 441. 
[28] Beijing Review, 3 November 1980, 14.
[29] Beijing Review, 22 February 1982, 11-12.

วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

ปักกิ่งปะทะฮาวานา: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 – 1995 (ตอนที่ 9 บรรยากาศที่ดีขึ้นชั่วคราวในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาเมื่อถึงต้นทศวรรษ 1970)


ในปลายทศวรรรษ 1960 ต่อต้นทศวรรษ 1970 ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาที่ตึงเครียดมาตั้งแต่ ค.ศ. 1965 นั้นมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเล็กน้อยโดยมีปัจจัยเอื้ออำนวยอยู่สามประการ ปัจจัยแรกคือการลดลงของกระแสซ้ายจัดในการเมืองจีนเมื่อถึง ค.ศ. 1968 และความพยายามของจีนที่จะฟื้นฟูความเสียหายด้านการต่างประเทศที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติวัฒนธรรม โดยในเดือนมกราคมของปีนั้น โจวเอินไหลได้ออกคำสั่งให้นักการทูตจีนอยู่ในวินัยอย่างเคร่งครัด และในวันแรงงานของ ค.ศ. 1969 เหมาเจ๋อตงได้กล่าวกับคณะทูตต่างประเทศบนประตูเทียนอันเหมินว่าจีนพร้อมที่จะปรับปรุงและพัฒนาความสัมพันธ์กับนานาประเทศ[1] และในปีเดียวกันจีนได้เริ่มส่งเอกอัครรัฐทูตกลับไปประจำการในต่างประเทศอีกครั้งหลังจากที่หยุดไปตั้งแต่ ค.ศ. 1967

ปัจจัยเอื้ออำนวยประการที่สองคือ การที่ทั้งจีนและคิวบาต่างมีความเห็นตรงกันในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1970 โดยเมื่อนายพลลอนนอล (Lon Nol) ก่อการรัฐประหารโค่นล้มสมเด็จพระนโรดม สีหนุ (Norodom Sihanouk) แห่งกัมพูชาเมื่อเดือนมีนาคมของปีนั้นโดยมีสหรัฐอเมริกาสนับสนุน ทั้งจีนคิวบาต่างก็รับรองรัฐบาลพลัดถิ่นของสีหนุที่กรุงปักกิ่ง และต่อมาเมื่อนักลัทธิมากซ์อย่างซัลวาดอร์ อัลเยนเด (Salvador Allende) ชนะการเลือกตั้งและได้เป็นประธานาธิบดีของชิลีในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน จีนก็แสดงความยินดีและสนับสนุนนโยบายของอัลเยนเดในการขจัดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ[2] รวมทั้งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับชีลีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมของปีนั้น นับเป็นประเทศที่สองในลาตินอเมริกาต่อจากคิวบาที่จีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตได้สำเร็จ ขณะที่คิวบาเองก็สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับชิลีในปีถัดมา 

ผู้แทนของจีนแสดงความดีใจที่จีนได้เป็นสมาชิกสหประชาชาติใน ค.ศ. 1971


ปัจจัยเอื้ออำนวยประการที่สามคือ ความสำเร็จของจีนในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติแทนที่ไต้หวันเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1971 หลังจากที่พยายามมาถึง 22 ปี โดยที่คิวบาเป็นผู้สนับสนุนจีนในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ ค.ศ. 1960 แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะอยู่ในสภาวะตึงเครียดในครึ่งหลังของทศวรรษดังกล่าวก็ตาม ฟิเดล คาสโตรให้สัมภาษณ์กับสื่อของเม็กซิโกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1971 ว่าการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติของจีนจะทำให้ประเทศในลาตินอเมริกามีความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับจีนมากยิ่งขึ้น และสถานะของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคดังกล่าวกำลังถูกสั่นคลอน[3] ขณะที่สุนทรพจน์ของเฉียวกว้านหัว (Qiao Guanhua) ผู้แทนของจีนในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติในเดือนเดียวกันก็ได้ขอบคุณบรรดาประเทศที่ให้การสนับสนุนเรื่องนี้ ความตอนหนึ่งว่า

 

ด้วยการยึดมั่นในหลักการและความยุติธรรม ทั้ง 23 ประเทศที่เสนอมตินี้อันประกอบไปด้วยแอลเบเนีย แอลจีเรีย พม่า ซีลอน คิวบา อีเควทอเรียลกินี กินี อิรัก มาลี มอริเตเนีย เนปาล ปากีสถาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเยเมน สาธารณรัฐประชาชนคองโก โรมาเนีย เซียร์ราลีโอน โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย สาธารณรัฐอาหรับเยเมน ยูโกสลาเวีย และแซมเบียได้พยายามอย่างไม่ลดละและบังเกิดผลในการฟื้นคืนสิทธิอันชอบธรรมของจีนในองค์การสหประชาชาติ ... ในนามของรัฐบาลและประชาชนจีน ข้าพเจ้าขอขอบคุณจากใจไปยังรัฐบาลและประชาชนของประเทศเหล่านี้[4]

 

บรรยากาศของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาที่ผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปนั้นดูได้จากในวันแรงงาน ค.ศ. 1970 ที่เหมาเจ๋อตงได้กล่าวกับผู้รักษาการแทนเอกอัครรัฐทูตคิวบาประจำกรุงปักกิ่งบนประตูเทียนอันเหมินว่า “ต้องการคิวบา ไม่ต้องการสหรัฐอเมริกา”[5] ต่อมาในเดือนกรกฎาคมของปีเดียวกัน จีนได้ส่งคณะผู้แทนไปเยือนคิวบาเพื่อร่วมงานฉลองวันกบฏแห่งชาติ (Day of the National Rebellion)[6] ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ค.ศ. 1965 ที่จีนส่งคณะเดินทางไปเยือนคิวบา และฝ่ายคิวบาก็ได้จัดงานฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับคิวบาที่กรุงฮาวานา[7] รวมทั้งส่งบัลโดเมโร อัลวาเรส (Baldomero Alvarez) ประธานสมาคมมิตรภาพคิวบา-จีนมาเยือนจีนในเดือนตุลาคมของปีนั้น[8] ขณะที่จีนก็ส่งเอกอัครรัฐทูตกลับไปประจำยังกรุงฮาวานาอีกครั้งในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1970 และในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1971 โจวเอินไหลได้เข้าร่วมงานฉลองวันปฏิวัติคิวบาที่สถานทูตคิวบาในกรุงปักกิ่งพร้อมกับแสดงความหวังที่จะเปิดศักราชใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ[9]

            อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาที่มีเค้าลางว่าจะดีขึ้นกลับเลวร้ายลงเมื่อถึง ค.ศ. 1972 อันเป็นผลจากการสมานไมตรีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนกุมภาพันธ์ของปีนั้น และจีนเริ่มลดระดับความรุนแรงในการวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ทั้งนี้โจวเอินไหลกล่าวรายงานต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 10 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเดือนกันยายน ค.ศ. 1973 ว่าจีนจำเป็นต้องประนีประนอมกับประเทศจักรวรรดินิยมอย่างสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับลัทธิแก้ของสหภาพโซเวียต โดยเขายกตัวอย่างของเลนินที่เคยสงบศึกกับประเทศจักรวรรดินิยมอย่างเยอรมนีในต้น ค.ศ. 1918 ด้วยการทำสนธิสัญญาแบรสต์-ลิตอฟสก์ (The Brest-Litovsk Treaty) เพื่อความอยู่รอดของการปฏิวัติรัสเซีย[10] ตรงข้ามกับคิวบาที่ยังคงมองสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ความแตกต่างระหว่างจีนกับคิวบานั้นเห็นได้ชัดเจนเมื่อประธานาธิบดีอัลเยนเดแห่งชิลีสั่งยึดกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐจนกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุน จนรัฐบาลอเมริกันสนับสนุนให้นายพลออกุสโต ปิโนเชต์ (Augusto Pinochet) ก่อรัฐประหารสำเร็จเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1973 และอัลเยนเดได้ฆ่าตัวตาย แม้บทความใน ปักกิ่งรีวิว จะระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นฝีมือของ “พลังปฏิกิริยา” ทั้งในและนอกชิลี และโจวเอินไหลได้ส่งจดหมายไปแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของอัลเยนเดและยกย่องให้เขาเป็นเสมือนมรณสักขี (martyr)[11] แต่จีนก็มิได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลใหม่ของชิลีแต่อย่างใด มีแต่การเรียกเอกอัครรัฐทูตกลับประเทศเป็นการชั่วคราวก่อนที่จะส่งกลับไปปฏิบัติงานที่กรุงซันติอาโกอีกครั้งในกลางปีถัดมา[12] ตรงข้ามกับคิวบาและประเทศสังคมนิยมส่วนใหญ่ที่ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับชิลี ทั้งนี้ฟิเดล คาสโตรได้กล่าวสุนทรพจน์วิจารณ์จีนในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1976 ความว่า

 

มีหลายครั้งที่ลัทธิจักรวรรดินิยมได้ฉุดรั้งการปลดแอกในบางประเทศเช่นชิลี หลายครั้งที่สนับสนุนการทำรัฐประหาร หรือการสนับสนุนให้รัฐบาลในบางประเทศปราบปรามนักปฏิวัติหรือยุยงให้เกิดความแตกแยกให้หมู่พลังที่ก้าวหน้า ดังเช่นที่เกิดขึ้นในขบวนการชาตินิยมอาหรับ และที่ไร้ยางอายอย่างมากก็คือ บางคนที่อยู่ในขบวนการปฏิวัติกลับส่งเสริมยุทธศาสตร์เช่นนี้โดยทรยศต่อหลักการของลัทธิสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ อาจเป็นเพราะความหลงตัวเอง ความไม่คงเส้นคงวาเชิงอุดมการณ์ ความทะเยอทะยานส่วนตัว หรืออาจเป็นเพราะความถดถอยและอ่อนแอเนื่องจากชรา ดังเช่นกรณีของกลุ่มที่หยิ่งผยองและเสียสติซึ่งกุมชะตากรรมของประเทศจีนเอาไว้[13]

 
            นอกจากการสมานไมตรีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาแล้ว การที่คิวบาในทศวรรษ 1970 มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียตมากขึ้นก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์กับจีนย่ำแย่ลงไปอีก คิวบาเข้าเป็นสมาชิกสภาเพื่อความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจ (The Council for Mutual Economic Assistance) หรือโคเมคอน (COMECON) อันเป็นองค์กรความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1972 และเมื่อถึง ค.ศ. 1974 จีนกับคิวบาได้ตกลงกันว่านับจากนี้การค้าระหว่างสองฝ่ายจะยึดตามราคาตลาดโลกเป็นหลัก[14] หรือเท่ากับยุติการค้าตามราคาคงที่ (fixed price) ซึ่งที่ผ่านมาจีนมักซื้อน้ำตาลจากคิวบาในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลก ทำให้มูลค่าการค้าระหว่างสองฝ่ายตั้งแต่ ค.ศ. 1975 ลดลง โดยเมื่อถึง ค.ศ. 1977 มีมูลค่าการค้าเหลืออยู่เพียง 113 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ ค.ศ. 1961
-------------------------------------------------------

[1] Han Nianlong (ed.), Diplomacy of Contemporary China (Hong Kong: New Horizon Press, 1990), 261.
[2] Wang Chien-hsun, Changes in Relations Between Peiping and Latin American Countries (Taipei: World Anti-Communist League, China Chapter, 1973), 26-27.
[3] “Castro’s Activities in Chile,” in Castro Speech Database http://lanic.utexas.edu/project/castro/db/1971/19711111-4.html; accessed 4 March 2017.
[4] Peking Review, 19 November 1971, 5-6.
[5] หวังเจียรุ่ย, เรื่องเดียวกัน, 100.
[6] วันที่ระลึกถึงขบวนการปฏิวัติของฟิเดล คาสโตรซึ่งเริ่มก่อการครั้งแรกในวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1953
[7] Wang Chien-hsun, ibid., 25.
[8] Peking Review, 20 November 1970, 21.
[9] หวังเจียรุ่ย, เรื่องเดียวกัน, 100.
[10] Peking Review, 7 September 1973, 23-24.
[11] Peking Review, 21 September 1973, 3, 22.
[12] หวงจื้อเหลียง, เรื่องเดียวกัน, 91.
[13] Michael Taber (ed.), Fidel Castro Speeches: Cuba’s Internationalist Foreign Policy 1975-80 (New York: Pathfinder Press, 1981), 108. 
[14] สวีซื่อเฉิง, เรื่องเดียวกัน, 297.

ปักกิ่งปะทะฮาวานา: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 – 1995 (ตอนที่ 8 ผลกระทบของการปฏิวัติวัฒนธรรมต่อความตึงเครียดระหว่างจีนกับคิวบาช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1960)


           

            ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1966 หรือ 4 เดือนหลังจากที่เกิดสงครามข้าวระหว่างจีนกับคิวบา การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนก็ปะทุขึ้นและนำมาซึ่งความโกลาหลทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อนโยบายต่างประเทศอีกด้วย และเมื่อถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1967 ยามพิทักษ์แดง (The Red Guards) ซึ่งเป็นกลุ่มมวลชนผู้เทิดทูนอุดมการณ์ของเหมาเจ๋อตงอย่างสุดโต่งได้บุกยึดกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้เฉินอี้ซึ่งเป็นรัฐมนตรีไม่สามารถควบคุมกระทรวงของตนได้อีกต่อไป ในช่วงนั้นจีนมิได้มีแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจน นอกเสียจากการปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามกระแสแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมเท่านั้น[1] และในปีเดียวกันนั้นเองได้มีการเรียกเอกอัครรัฐทูตจีนเกือบทั้งหมดกลับประเทศ (ยกเว้นเอกอัครรัฐทูตประจำกรุงไคโร)[2] เพื่อมารับการอบรมเข้มเชิงอุดมการณ์ และบางคนยังถูกไต่สวนโดยยามพิทักษ์แดงอีกด้วย ขณะที่สถานทูตต่างชาติหลายแห่งในกรุงปักกิ่งก็ถูกปิดล้อมและโจมตีโดยยามพิทักษ์แดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานทูตสหภาพโซเวียตและสถานทูตสหราชอาณาจักรฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของลัทธิแก้และลัทธิจักรวรรดินิยมตามลำดับ

คิวบาจะมีท่าทีตระหนกตกใจต่อการปฏิวัติวัฒนธรรมอยู่ไม่น้อย ดังที่รองประธานบัณฑิตยสภาแห่งคิวบา (The Cuban Academy of Sciences) กล่าวกับนักการทูตโซเวียตที่ประจำอยู่ ณ กรุงฮาวานาภายหลังจากเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1966 ว่า “มันยากที่จะจินตนาการว่าพวกยามพิทักษ์แดงและประชาชนที่ทำตามพวกเขานั้นโง่ถึงระดับไหน พวกที่นิยมฮิตเลอร์คงจะเรียนรู้อะไรบางอย่างจากพวกเขาได้”[3] ขณะที่เหยาเหวินหยวน (Yao Wenyuan) ผู้นำคนสำคัญในการปฏิวัติวัฒนธรรมก็ประณามว่าฟิเดล คาสโตรเป็นพวกลัทธิแก้[4] แต่คิวบาก็ตกเป็นเป้าโจมตีจากจีนในช่วงดังกล่าวน้อยกว่าสหภาพโซเวียตและประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในค่ายสังคมนิยมด้วยกัน (ยกเว้นแอลเบเนีย โรมาเนีย และเวียดนามเหนือที่ไม่โดนโจมตีเลย)[5] กล่าวคือ นอกจากข้อกล่าวหาเรื่องลัทธิแก้แล้ว คิวบาก็ไม่ตกเป็นเป้าโจมตีของจีนในลักษณะอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดยิ่งขึ้นระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมได้ส่งผลกระทบทางลบต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาเช่นกัน โดยในเดือนมกราคม ค.ศ. 1967 ขณะที่นักศึกษาจีนจำนวนรวม 69 คนกำลังเดินทางจากฝรั่งเศสและฟินแลนด์โดยทางรถไฟเพื่อกลับมาร่วมการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน พวกเขาได้แวะพักที่กรุงมอสโกและเดินทางไปวางพวงหรีดที่อนุสรณ์สถานเลนินและหลุมศพของสตาลิน ณ จัตุรัสแดง จากนั้นก็ได้ตะโกนข้อความที่อยู่ในหนังสือ คติพจน์เหมาเจ๋อตง และร้องเพลง ดิ แองแตร์นาซิอองนาล (The Internationale) ซึ่งเป็นเพลงประจำลัทธิสังคมนิยมจนถูกตำรวจของโซเวียตใช้กำลังเข้าทุบตีจนได้รับบาดเจ็บกว่า 30 คน จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่เรียกกันในเวลาต่อมาว่า กรณีจัตุรัสแดง (The Red Square Incident) และทำให้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ของปีนั้น ทางการจีนระดมมวลชน 100,000 คนมารวมตัวกันที่โรงพลศึกษากรรมกรปักกิ่ง (Beijing Workers’ Gymnasium) เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านการใช้ความรุนแรงของสหภาพโซเวียตต่อนักศึกษาจีน และยังมีประชาชนไปปิดล้อมสถานทูตโซเวียตในกรุงปักกิ่งอีกด้วย[6]

กรณีจัตุรัสแดงส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาในแง่ที่ว่า เมื่อเกิดการประท้วงต่อต้านสหภาพโซเวียตขึ้นในกรุงปักกิ่งแล้ว สำนักงานบริการเจ้าหน้าที่การทูตแห่งกรุงปักกิ่ง (Beijing Service Bureau for Diplomatic Missions) ซึ่งทำหน้าที่ให้บริการแก่นักการทูตต่างชาติได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชาวจีนที่สังกัดสำนักงานดังกล่าวให้ไปร่วมการประท้วงด้วย โดยในบันทึกความทรงจำของสวีอี้ชง ผู้ทำหน้าที่ดูแลเจ้าหน้าที่ชาวจีนในสถานทูตคิวบา ณ กรุงปักกิ่งระบุว่า เมื่อออสการ์ ปิโน ซานโตส (Oscar Pino Santos) เอกอัครรัฐทูตคิวบาประจำประเทศจีนทราบข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ชาวจีนในสถานทูตของตนไปร่วมการประท้วงต่อต้านสหภาพโซเวียตก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก และไล่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นรวม 7 คนออกไปจากสถานทูต แต่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่ยินยอมจนทำให้เจ้าหน้าที่ชาวคิวบาต้องใช้กำลังเข้าจัดการ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ของสำนักข่าวซินหัวสามารถถ่ายภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้น ณ ประตูใหญ่ของสถานทูตเอาไว้ได้ ทำให้ในต้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 1967 ทางการคิวบาส่งเมาโร จี การ์เซีย (Mauro G. Garciá) อธิบดีกรมประเทศสังคมนิยมและอดีตเอกอัครรัฐทูตประจำกรุงฮานอยเดินทางมายังกรุงปักกิ่งเพื่อขอโทษจีนและให้รับตำแหน่งเอกอัครรัฐทูตแทนซานโตส รวมทั้งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่ถูกไล่ออกกลับเข้ามาทำงานได้ตามเดิม[7]

 

                     โปสเตอร์สมัยปฏิวัติวัฒนธรรม เขียนว่า "ลัทธิแก้ของโซเวียตจงพินาศ"

                                   


ข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1960 ก็คือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความตึงเครียดจนมูลค่าการค้าระหว่างสองฝ่ายลดลงจาก 216.01 ล้านเหรียญสหรัฐใน ค.ศ. 1965 เหลือ 120.37 ล้านเหรียญสหรัฐใน ค.ศ. 1969 แต่คิวบาก็ยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนในลาตินอเมริกา[8] ทั้งนี้คิวบาถือเป็นตลาดส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน โดยมีมูลค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1973 อยู่ที่ปีละประมาณ 79  ล้านเหรียญสหรัฐ[9] รวมทั้งยังมีการลงนามในพิธีสารการค้าประจำปีกันตามปกติ จนมีข้อสังเกตจากนักวิชาการว่าเรื่องดังกล่าวสะท้อนให้เห็นมิติเชิงสัมฤทธิผลนิยมในนโยบายต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งฝีมือของเทคโนแครตที่สามารถประคับประคองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเอาไว้ได้ท่ามกลางความตึงเครียด[10]

------------------------------------------

[1] Jeremy Friedman, Shadow Cold War: The Sino-Soviet Competition for the Third World (Chapel Hill, NC: The University of North Carolina Press, 2015), 153.
[2] เอกอัครรัฐทูตจีนประจำกรุงไคโรในขณะนั้นคือ หวงหัว (Huang Hua)
[3] Friedman, ibid., 154.
[4] Boris T. Kulik, Sovetsko-Kitaiskii Raskol: Prichiny I Posledstviia (The Sino-Soviet Schism: Reasons and Consequences) (Moscow: Russian Academy of Sciences, 2000), 444, cited in ibid., 154.
[5] แอลเบเนียเป็นประเทศสังคมนิยมนอกค่ายโซเวียตและมีความสัมพันธ์อันดีกับจีนมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1950 ส่วนโรมาเนียในครึ่งหลังของทศวรรษ 1960 แม้จะยังอยู่ในค่ายโซเวียต แต่ก็แสดงความเป็นอิสระด้านนโยบายต่างประเทศด้วยการมีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา ขณะที่เวียดนามเหนือในช่วงนั้นเป็นสนามในการแย่งชิงอิทธิพลระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียต
[6] ดูรายละเอียดของกรณีจัตุรัสแดงได้ใน Ma Jisen, The Cultural Revolution in the Foreign Ministry of China (Hong Kong: The University of Hong Kong Press, 2004), 168-172.   
[7] สวีอี้ชง, เรื่องเดียวกัน, 27-35.
[8] จงกั๋วตุ้ยว่ายจิงจี้เม่าอี้อู่สือเหนียนเปียนเหว่ยหุ้ย (บก.), จงกั๋วตุ้ยว่ายจิงจี้เม่าอี้อู่สือเหนียน (50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของจีน) (เป่ยจิง: ตางไต้สื้อเจี้ยชูป่านเส้อ, 1999), 508.
[9] He Li, ibid. 26.
[10] Fernandez, ibid., 20.