วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ปักกิ่งปะทะฮาวานา: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 – 1995 (ตอนที่ 2 ภูมิหลังของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาก่อนการปฏิวัติของฟิเดล คาสโตร)


            ชาวจีนเดินทางไปเป็นแรงงานในภูมิภาคลาตินอเมริกามาเป็นเวลานานแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อสเปนซึ่งเข้ามาตั้งอาณานิคมในภูมิภาคดังกล่าวได้ใช้เมืองอาคาปัลโก (Acapulco) ของเม็กซิโกเป็นเมืองท่าหลักในการทำการค้ากับจีนผ่านเมืองมะนิลาของฟิลิปปินส์ตั้งแต่ ค.ศ. 1565 และในบันทึกของอเล็กซานแดอร์ วอน ฮัมโบลท์ (Alexander von Humboldt) นักภูมิศาสตร์ชาวปรัสเซียซึ่งเดินทางสำรวจภูมิภาคลาตินอเมริกาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้ระบุว่าพบแรงงานชาวจีนในเกาะคิวบา[1] แต่ก็ยังมีจำนวนน้อยมากจนกระทั่งในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อการผลิตน้ำตาลในคิวบาเฟื่องฟูจนกลายเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของโลก และแรงงานทาสผิวดำที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ[2] สเปนจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าแรงงานจากจีนอย่างจริงจัง

การมาถึงขนานใหญ่ของชาวจีนเริ่มต้นใน ค.ศ. 1847 เมื่อแรงงานจากเมืองเซี่ยเหมินในมณฑลฝูเจี้ยนจำนวน 571 คนเดินทางมายังคิวบา นับจากนั้นจนถึง ค.ศ. 1874 ก็มีการแรงงานจีนเดินทางมายังคิวบาจำนวนรวมประมาณ 126,000 คน[3] ความสำคัญของแรงงานจีนต่อเศรษฐกิจของคิวบานั้นดูได้จากในทศวรรษ 1870 ที่การผลิตน้ำตาลต้องอาศัยแรงงานจีนถึงร้อยละ 40 ของแรงงานทั้งหมด และจำนวนชาวจีนคิดเป็นร้อยละ 3 ของจำนวนประชากรคิวบาทั้งหมดในขณะนั้น[4] ขณะเดียวกันก็มีชาวจีนบางส่วนที่ผันตนเองจากการเป็นแรงงานมาประกอบอาชีพส่วนตัวจนเริ่มมีชุมชนจีนชานเมืองฮาวานาในทศวรรษ 1860 พวกเขาเหล่านี้ประกอบกิจการร้านอาหาร ร้านขายของชำ ร้านขายผักและผลไม้ ร้านขายสินค้าหัตถกรรม ร้านขายยาจีน รวมทั้งยังมีการตั้งสมาคมและเริ่มมีหนังสือพิมพ์จีนเมื่อ ค.ศ. 1867 อย่างไรก็ตาม อิทธิพลทางเศรษฐกิจของชาวจีนในคิวบามีอยู่น้อยเมื่อเทียบกับดินแดนใกล้เคียงอย่างจาเมกาและตรินิแดด เพราะพวกเขาเป็นเพียงผู้ประกอบการรายย่อยและไม่สามารถผูกขาดภาคส่วนใดๆ ในระบบเศรษฐกิจของคิวบาได้[5] 

                ประตูทางเข้าย่านไชน่าทาวน์ของกรุงฮาวานา


นอกจากความสำคัญในทางเศรษฐกิจแล้ว ชาวจีนในคิวบายังมีบทบาทในด้านการต่อสู้เพื่อเอกราชของคิวบาอีกด้วย ดังที่มีนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า โดยปกติแล้วชาวจีนโพ้นทะเลในยุคอาณานิคมมักจะมีสถานะทางเศรษฐกิจดีกว่าคนพื้นเมืองและมักจะมีความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อเจ้าอาณานิคม แต่ในกรณีของคิวบานั้น ชาวจีนโพ้นทะเลกลับกลายเป็นพลังในการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม[6] ดังแสดงออกให้เห็นชัดเจนในการลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจการปกครองของสเปนทั้งสองครั้ง คือ ช่วง ค.ศ. 1868 – 1878 และช่วง ค.ศ. 1895 – 1898 จนคิวบาได้เอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1902 และใน ค.ศ. 1931 ทางการคิวบาได้อนุญาตให้มีการจัดสร้างป้ายจารึกวีรกรรมของชาวจีนโพ้นทะเลในการต่อสู้เพื่อเอกราช โดยมีการจารึกข้อความของกอนซาโล เดอ เกซาดา (Gonzalo de Quesada) ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชของคิวบาที่ทำงานคู่กับโฮเซ มาร์ตี (José Martí) ซึ่งระบุว่า “ไม่มีชาวจีนในคิวบาเลยสักคนที่หนีทหาร ไม่มีชาวจีนในคิวบาเลยสักคนที่ทรยศ”[7]  

ในระดับรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาเริ่มต้นในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อการเพิ่มจำนวนขึ้นของชาวจีนในคิวบาในช่วงดังกล่าวทำให้รัฐบาลจีนสนใจความเป็นไปของพวกเขา โดยใน ค.ศ. 1877 รัฐบาลราชวงศ์ชิงของจีนได้ทำสนธิสัญญากับสเปนซึ่งระบุให้ยกเลิกการใช้แรงงานจีนในระบบบังคับทำสัญญา โดยให้มีแต่แรงงานอิสระเท่านั้น และยังต้องปฏิบัติต่อชาวจีนในสถานะชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favored Nation)[8] อีกสองปีถัดมาหรือตรงกับ ค.ศ. 1879 จีนก็ได้เปิดสถานกงสุลในคิวบา โดยมีหลิวเลี่ยงหยวน (Liu Liangyuan) เป็นกงสุลคนแรก และเมื่อคิวบาได้เอกราชใน ค.ศ. 1902 รัฐบาลราชวงศ์ชิงของจีนก็ให้การรับรองสาธารณรัฐคิวบาและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีเดียวกัน ต่อมาเมื่อเกิดการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงและสถาปนาสาธารณรัฐจีนขึ้นในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1912 คิวบาก็ให้การรับรองสาธารณรัฐจีนในปีถัดมา และเมื่อพรรคกั๋วหมินตั่งซึ่งปกครองสาธารณรัฐจีนพ่ายแพ้แก่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในสงครามกลางเมืองจนต้องย้ายรัฐบาลไปตั้งที่กรุงไทเปเมื่อ ค.ศ. 1949 ทางการคิวบาก็ยังคงให้การรับรองรัฐบาลของสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวันต่อไป โดยตลอดทศวรรษ 1950 คิวบาเป็นแหล่งลี้ภัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกั๋วหมินตั่งและบรรดานักบวชนิกายคาทอลิกจากจีนแผ่นดินใหญ่เป็นจำนวนราว 3,000 คน [9]

แม้ว่ารัฐบาลพรรคกั๋วหมินตั่งจะยังคงได้รับการรับรองจากรัฐบาลคิวบา และยังมีอิทธิพลอยู่มากในหมู่คนเชื้อสายจีนในคิวบา แต่พรรคก็ไม่สามารถผูกขาดความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ได้ทั้งหมด ดังจะเห็นได้จากการมีความเคลื่อนไหวของคนเชื้อสายจีนในคิวบาที่นิยมลัทธิมากซ์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 แล้วดังเช่นกรณีของโฮเซ วอง (José Wong) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างคิวบากับจีนในเวลาต่อมา[10] เป็นต้น และในทศวรรษ 1940 ก็เกิดการรวมกลุ่มเป็นสมาคมของคนเชื้อสายจีนในคิวบาที่สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ใช้ชื่อว่า “พันธมิตรแห่งชาติเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของจีน (Alianza Nacional de Apoyo a la Democracía China)” และเป็นสมาคมที่เรียกร้องให้รัฐบาลคิวบารับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนหลัง ค.ศ. 1949 แต่รัฐบาลคิวบาในขณะนั้นมีนโยบายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ตามสหรัฐอเมริกาและได้บีบบังคับให้สมาคมดังกล่าวหยุดดำเนินการใน ค.ศ. 1951[11] อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเชื้อสายจีนยังคงมีอยู่ต่อไป โดยในช่วง ค.ศ. 1956 – 1958 ที่ฟิเดล คาสโตรกำลังทำสงครามเพื่อโค่นล้มรัฐบาลบาติสตาอยู่นั้นก็มีคนเชื้อสายจีนเข้าร่วมด้วย โดยเป็นทั้งกองกำลังอยู่ในชนบทและอีกส่วนหนึ่งดำเนินงานใต้ดินอยู่ในเขตเมือง[12] อีกทั้งบางคนถึงกับได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายทหารระดับบังคับบัญชา เช่น อาร์มานโด ชอย (Armando Choy) กุสตาโว ชุย (Gustavo Chui) มัวเสส ซิโอ วอง (Moisés Sío Wong) เป็นต้น ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ก็ยังคงทำงานในตำแหน่งสำคัญของกองทัพคิวบาต่อไปหลังจากฟิเดล คาสโตรทำการปฏิวัติสำเร็จใน ค.ศ. 1959[13]


------------------------------------------------------------------

[1] Walton Look Lai, “The Caribbean,” in The Encyclopedia of the Chinese Overseas, ed. Lynne Pan (Cambridge, MA: Harvard University Press, 1999), 248.
[2] คิวบายังคงมีระบบทาสจนถึง ค.ศ. 1886
[3] สวีซื่อเฉิง, เรื่องเดียวกัน, 289.
[4] Lai, ibid., 249.
[5] Ibid., 250-251.
[6] Gregor Benton, Chinese Migrants and Internationalism: Forgotten histories, 1917-1945 (Oxon: Routledge, 2007), 37.
[7] สวีซื่อเฉิง, เรื่องเดียวกัน, 290. และดูข้อเขียนของกอนซาโล เดอ เกซาดาฉบับเต็มได้ใน Mauro García Triana and Pedro Eng Herrera, The Chinese in Cuba, 1847- Now, ed. and trans. by Gregor Benton (Lanham: Lexington Books, 2009), 185-194.
[8] สวีซื่อเฉิง, เรื่องเดียวกัน, 290-291.
[9] Kathleen López, Chinese Cubans: A Transnational History (Chapel Hill, NC: The University of North Carolina Press, 2013), 221-222. 
[10] Triana and Herrera, ibid., 28-29.
[11] López, ibid., 222-223.
[12] Benton, ibid., 46.
[13] ดูเรื่องราวของนายทหารทั้งสามคนได้ใน Armando Choy, Gustavo Chui, and Moises Sío Wong, Our History Is Still Being Written: The Story of Three Chinese-Cuban Generals in the Cuban Revolution, ed. Mary-Alice Waters (New York: Pathfinder, 2005).   

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ปักกิ่งปะทะฮาวานา: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 – 1995 (ตอนที่ 1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา)


“40 กว่าปีมานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาได้ผ่านทั้ง “ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์”

“ช่วงแห่งความตกต่ำ” “ช่วงแห่งการฟื้นฟู” และปัจจุบันได้เข้าสู่ “ช่วงแห่งการมีวุฒิภาวะ” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

จูเสียงจง

อดีตนักการทูตจีนประจำคิวบา[1]

 

         ฟิเดล คาสโตร เยี่ยมชมกำแพงเมืองจีนในระหว่างเดินทางเยือนจีนเมื่อ ค.ศ. 1995
           


ที่มาและความสำคัญของปัญหา

           

นับตั้งแต่การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อ ค.ศ. 1921 ลาตินอเมริกาเป็นภูมิภาคที่พรรคมีการติดต่อด้วยล่าช้ามาก โดยความสัมพันธ์ทางตรงระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับบรรดาพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่งเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1956[2] และนับจากการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ ค.ศ. 1949 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเกิดขึ้นของสงครามเย็นระหว่างค่ายโลกเสรีกับค่ายสังคมนิยม จีนก็ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศใดในภูมิภาคลาตินอเมริกาซึ่งเป็น “สนามหลังบ้าน” ของสหรัฐอเมริกาเลย ตราบจนกระทั่งฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ทำการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลบาติสตา (Batista) ซึ่งเป็นรัฐบาลของคิวบาที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ได้สำเร็จใน ค.ศ. 1959 คิวบาภายใต้ระบอบใหม่ที่ต่อต้านการครอบงำของสหรัฐฯ จึงกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคดังกล่าวที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1960

แม้ว่าในการปฏิวัติคิวบาเมื่อ ค.ศ. 1959 ฟิเดล คาสโตรจะไม่ได้ประกาศชัดว่าตนเองเป็นนักลัทธิมากซ์-เลนิน (Marxist-Leninist) แต่ความสำเร็จของการปฏิวัติดังกล่าวซึ่งมีฐานที่มั่นในชนบทก็มีความคล้ายคลึงกับแนวคิดเรื่องสงครามประชาชน (People’s War) ของเหมาเจ๋อตง (Mao Zedong) ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยทั้งสองต่างมองว่าการปฏิวัติในประเทศของตนนั้นคือการปฏิวัติใน “ชนบทโลก (countryside of the world)” ซึ่งจะนำไปสู่การปิดล้อมและบั่นทอนกำลังของลัทธิจักรวรรดินิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา[3] และทั้งสองต่างก็มองว่าความสำเร็จของการปฏิวัตินั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางอัตวิสัยมากกว่าเงื่อนไขทางวัตถุวิสัยแบบมากซ์ รวมทั้งยังเชื่อด้วยว่าการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (peaceful coexistence) กับลัทธิจักรวรรดินิยมนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้[4]

ความคล้ายคลึงที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ทางการจีนในต้นทศวรรษ 1960 ให้ความสนใจต่อคิวบาในระบอบใหม่เป็นอย่างมากโดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) การคาดหวังให้คิวบาเป็นปัจจัยบั่นทอนความมั่นคงของสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกา (2) การคาดหวังให้คิวบาเป็นพันธมิตรที่ช่วยนำประสบการณ์การปฏิวัติของจีนไปเผยแพร่ให้ขบวนการปฏิวัติฝ่ายซ้ายอื่นๆ ในลาตินอเมริกา และ (3) การคาดหวังว่าภายใต้ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1950 นั้น คิวบาจะมีจุดยืนเข้าข้างจีนในการต่อต้าน “ลัทธิแก้ (revisionism)” ของสหภาพโซเวียต[5] ดังนั้นในต้นทศวรรษ 1960 จีนจึงแสดงจุดยืนสนับสนุนคิวบาอย่างเต็มที่ในการต่อต้านสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการประณามความพยายามของสหรัฐฯ ในการบุกอ่าวหมู (Bay of Pigs) เพื่อโค่นล้มฟิเดล คาสโตรใน ค.ศ. 1961 การประณามนิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ผู้นำสหภาพโซเวียตที่ยอมอ่อนข้อให้กับสหรัฐฯ ด้วยการถอนขีปนาวุธออกจากคิวบาในปีถัดมา และจีนยังตกลงให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่คิวบาซึ่งถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาก็ดำเนินไปอย่างเป็นมิตรเฉพาะในช่วงปีแรกๆ ของความสัมพันธ์ทางการทูตเท่านั้น ดูได้จากหลังการเยือนจีนของเช เกวารา (Che Guevara) นักปฏิวัติและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของคิวบาเมื่อ ค.ศ. 1965 แล้วก็ไม่มีการเดินทางเยือนกันและกันในระดับรัฐมนตรีขึ้นไปอีกเลย โดยในเดือนมกราคม ค.ศ. 1966 จีนได้ยุติความสัมพันธ์ในระดับพรรคต่อพรรคกับคิวบา[6] และในเดือนถัดมา เหมาเจ๋อตงก็ประณามฟิเดล คาสโตรว่าเป็น “คนเลวที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญ”[7] ต้องรอจนจนกระทั่ง ค.ศ. 1983 ทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มมีการติดต่อกันในระดับรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามด้วยการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในระดับพรรคต่อพรรคเมื่อ ค.ศ. 1988 และที่สำคัญที่สุดก็คือ การเดินทางเยือนกันและกันของบุคคลระดับประมุขแห่งรัฐ โดยเจียงเจ๋อหมิน (Jiang Zemin) ในฐานะประธานาธิบดีได้เดินทางเยือนกรุงฮาวานาเมื่อ ค.ศ. 1993 นับเป็นประมุขแห่งรัฐของจีนคนแรกที่เดินทางเยือนคิวบา และฟิเดล คาสโตรในฐานะประธานาธิบดีก็เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อ ค.ศ. 1995 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดความบาดหมางระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ      

งานวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างจีนกับคิวบานั้นมีอยู่ไม่มาก โดยงานชิ้นแรกๆ ที่วิเคราะห์เรื่องดังกล่าวคืองานของ Johnson เมื่อ ค.ศ. 1970 ซึ่งเสนอว่า หลังจากที่ฟิเดล คาสโตร ผิดหวังที่สหภาพโซเวียตยอมอ่อนข้อให้กับสหรัฐอเมริกาในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาเมื่อ ค.ศ. 1962 จีนก็ได้พยายามให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ แก่คิวบามากยิ่งขึ้นเพื่อหวังให้คิวบามีจุดยืนที่เข้าข้างจีนในความขัดแย้งกับสหภาพโซเวียต อย่างไรก็ตาม จีนไม่มีความสามารถเฉกเช่นสหภาพโซเวียตในการให้ความช่วยเหลือทางการทหารและเศรษฐกิจที่เพียงพอต่อความต้องการของคิวบา ทำให้เมื่อถึง ค.ศ. 1964 ฟิเดล คาสโตรซึ่งต้องการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทั้งจีนและสหภาพโซเวียตจึงได้เรียกร้องให้จีนยุติการรณรงค์ต่อต้านสหภาพโซเวียต ซึ่งทำให้จีนไม่พอใจคิวบาเป็นอย่างยิ่ง[8]  ขณะที่งานของ Halperin เมื่อ ค.ศ. 1981 ซึ่งวิเคราะห์ข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนกับคิวบาในกลางทศวรรษ 1960 ก็ระบุว่า การที่คิวบาไม่แสดงท่าทีเข้าข้างจีนในการต่อต้านสหภาพโซเวียตส่งผลให้ในปลาย ค.ศ. 1965 จีนได้แจ้งต่อคิวบาว่าจะขอปรับลดปริมาณการส่งออกข้าวไปยังคิวบาใน ค.ศ. 1966 ลงจากเดิมเกือบร้อยละ 50 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อคิวบาซึ่งถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากประเทศเพื่อนบ้านในอเมริกาเหนือและลาตินอเมริกา จึงทำให้ฟิเดล คาสโตรไม่พอใจจีนเป็นอย่างมาก[9]

งานวิชาการเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างจีนกับคิวบาที่เขียนขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น ไม่ว่าจะเป็นงานของเหมาเซียงหลินเมื่อ ค.ศ. 1997 และงานของสวีซื่อเฉิงเมื่อ ค.ศ. 2003 ต่างยืนยันเฉกเช่นงานชิ้นก่อนๆ ว่าความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความร้าวฉานในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบา[10] แม้กระทั่งงานศึกษาชิ้นล่าสุดของ Yinghong Cheng เมื่อ ค.ศ. 2007 ซึ่งอาศัยข้อมูลจากบันทึกความทรงจำของนักการทูตจีนก็ยังคงยืนยันข้อสรุปเดียวกัน โดยระบุว่าหลังการสิ้นอำนาจของครุสชอฟใน ค.ศ. 1964 ฟิเดล คาสโตรพยายามเรียกร้องให้จีนปรับปรุงความสัมพันธ์กับผู้นำชุดใหม่ของสหภาพโซเวียต ซึ่งทำให้จีนไม่พอใจ[11]

อย่างไรก็ตาม งานที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเน้นไปที่การอธิบายจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างจีนกับคิวบาในกลางทศวรรษ 1960 แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปและเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบเพิ่มเติมก็คือ มีปัจจัยอื่นใดบ้างที่หล่อเลี้ยงให้ความขัดแย้งนั้นคงอยู่ยาวนานถึงสองทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษ 1970 ที่จีนยอมสมานไมตรีกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของคิวบาเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต และยังเป็นทศวรรษที่ทั้งจีนและคิวบาต่างมีบทบาทอย่างแข็งขันในการสานสัมพันธ์กับประเทศโลกที่สามเพื่อระดมเสียงสนับสนุนอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้มีกระทบผลอย่างไรบ้างต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และในที่สุดแล้วมีปัจจัยอะไรในทศวรรษ 1980 ที่เอื้ออำนวยให้จีนกับคิวบาหันมาปรับปรุงความสัมพันธ์กันได้สำเร็จจนนำไปสู่การเยือนกันและกันของผู้นำระดับสูงสุดในครึ่งแรกของทศวรรษ 1990

งานศึกษาที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้ใกล้เคียงที่สุดชิ้นแรกคืองานของ Ratliff เมื่อ ค.ศ. 1990 ซึ่งระบุว่าสงครามกลางเมืองในแองโกลาช่วงกลางทศวรรษ 1970 และการที่เวียดนามยึดครองกัมพูชาในปลายทศวรรษเดียวกันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนกับคิวบาไม่เป็นมิตรต่อกันมาจนถึงทศวรรษ 1980[12] งานชิ้นที่สองคืองานของ Fernandez เมื่อ ค.ศ. 1993 ซึ่งระบุว่า การสมานไมตรีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียตทำให้จีนกับคิวบามีจุดยืนที่ตรงข้ามกันในหลายกรณี นอกจากกรณีของแองโกลาและกัมพูชาแล้ว ยังรวมถึงกรณีการรัฐประหารในชิลีเมื่อ ค.ศ. 1973 และการบุกอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียตเมื่อ ค.ศ. 1979 อีกด้วย ต้องรอจนกระทั่งจีนเริ่มกระบวนการเจรจาปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตเมื่อ ค.ศ. 1982 การปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาจึงค่อยเริ่มในปีถัดมา อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียตช่วง ค.ศ. 1989 – 1991 ก็ยิ่งทำให้สองประเทศนี้เห็นความจำเป็นในการกระชับความสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้น[13] แต่งานของทั้ง Ratliff และ Fernandez ต่างใช้เอกสารอ้างอิงจากโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งพิมพ์ภาษาสเปนที่สะท้อนมุมมองของทางการคิวบา มากกว่าจะเป็นการวิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลจากฝ่ายจีน

สิ่งพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจจุดยืนและมุมมองของจีนที่มีต่อคิวบาในยุคสงครามเย็น และนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ได้มีแหล่งข้อมูลใหม่เพิ่มเติมที่ทยอยตีพิมพ์เผยแพร่ออกมา นั่นคือ บันทึกความทรงจำของบรรดาผู้นำ นักการทูต และเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินความสัมพันธ์กับคิวบา แม้ว่าบันทึกเหล่านี้จะมิได้แสดงทัศนะที่ผิดแผกไปจากทัศนะที่ปรากฏในสิ่งพิมพ์ของทางการจีนมากนัก แต่ก็ได้ให้รายละเอียดหรือเบื้องหลังของการดำเนินความสัมพันธ์ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจที่มาที่ไปของประเด็นต่างๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ งานวิจัยเรื่อง “ปักกิ่งปะทะฮาวานา: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 – 1995” จึงมีความมุ่งหมายที่จะวิเคราะห์เรื่องนี้โดยอาศัยแหล่งข้อมูลที่สะท้อนมุมมองของจีน อันจะช่วยฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในช่วงดังกล่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น     

 

คำถามและสมมติฐานการวิจัย

 

งานวิจัยนี้มุ่งตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่

  1. ความขัดแย้งระหว่างจีนกับคิวบาในกลางทศวรรษ 1960 เกิดขึ้นจากสาเหตุใด
  2. มีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้ความขัดแย้งดังกล่าวยืดเยื้อยาวนานมาจนถึงทศวรรษ 1980
  3. มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้จีนกับคิวบาปรับปรุงความสัมพันธ์ได้สำเร็จในปลายทศวรรษ 1980 และนำไปสู่การเยือนกันและกันของผู้นำระดับสูงสุดในครึ่งแรกของทศวรรษ 1990

สมมติฐานของงานวิจัยนี้ก็คือ การที่จีนพยายามชักจูงให้คิวบามีจุดยืนที่เข้าข้างตนในการต่อต้านสหภาพโซเวียต ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศในกลางทศวรรษ 1960 ต่อมาเมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1970 การที่จีนหันไปสมานไมตรีกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของคิวบาเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียตก็ยิ่งทำให้จีนกับคิวบามีจุดยืนที่ตรงข้ามกันในหลายกรณีและทำให้ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศบานปลายมากยิ่งขึ้น ต้องรอจนกระทั่ง ค.ศ. 1982 เมื่อจีนปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศด้วยการรักษาระยะห่างจากสหรัฐฯ และเริ่มปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต การฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนกับคิวบาจึงเริ่มขึ้นได้ อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในโลกสังคมนิยมในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ต่อต้นทศวรรษ 1990 ก็ยิ่งทำให้ทั้งสองประเทศหันมากระชับความสัมพันธ์กันยิ่งขึ้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งอุดมการณ์ทางการเมืองของตน  

 

วิธีการวิจัย แหล่งข้อมูล และขอบเขตด้านระยะเวลา

           

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาในเชิงคุณภาพที่เน้นการพรรณนาและวิเคราะห์เหตุการณ์ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยอาศัยหลักฐานจากเอกสารต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. เอกสารของทางการจีน ได้แก่ สรรนิพนธ์ ข้อเขียน บทสนทนา และสุนทรพจน์ของผู้นำและนักการทูตที่ตีพิมพ์เผยแพร่โดยทางการจีน รวมทั้งบทบรรณาธิการและบทความในสิ่งพิมพ์ที่สะท้อนจุดยืนของทางการจีน

2. บันทึกความทรงจำของผู้นำ นักการทูต และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของจีนที่เกี่ยวข้องกับคิวบา ดังมีรายนามต่อไปนี้

- เจียงเจ๋อหมิน เลขาธิการพรรคช่วง ค.ศ. 1989 – 2002 และประธานาธิบดีช่วง ค.ศ. 1993 - 2003[14]

- หลี่เผิง (Li Peng) นายกรัฐมนตรีช่วง ค.ศ. 1987 - 1998[15]

- เฉียนฉีเชิน (Qian Qichen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศช่วง ค.ศ. 1988 – 1998[16]

- หลี่เป๋ยไห่ (Li Beihai) รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงวิเทศสัมพันธ์แห่งพรรคช่วง ค.ศ. 1993 - 1997[17]

- เจิงเทา (Zeng Tao) หัวหน้าสำนักข่าวซินฮว๋าประจำกรุงฮาวานาเมื่อ ค.ศ. 1960[18]

- หวังโย่วผิง (Wang Youping) เอกอัครรัฐทูตประจำคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 - 1969[19]

- หวงจื้อเหลียง (Huang Zhiliang) นักการทูตประจำคิวบาในทศวรรษ 1960[20]

- จูเสียงจง (Zhu Xiangzhong) นักการทูตประจำคิวบาช่วง ค.ศ. 1969 - 1975 และ 1980 – 1985[21]

- เฉินจิ่วฉาง (Chen Jiuchang) เอกอัครรัฐทูตประจำคิวบาช่วง ค.ศ. 1990 – 1993[22]

- สวีอี้ชง (Xu Yicong) เอกอัครรัฐทูตประจำคิวบาช่วง ค.ศ. 1993 - 1996[23]

- หยางไป่ปิง (Yang Baibing) รองอธิบดีกรมลาตินอเมริกาแห่งทบวงวิเทศสัมพันธ์แห่งพรรคช่วงทศวรรษ 1980[24]

- ผังปิ่งอัน (Pang Bing’an) เจ้าหน้าที่สำนักข่าวซินฮว๋าประจำกรุงฮาวานาช่วง ค.ศ. 1959 - 1965[25]

3. เอกสารชั้นรองจากสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยทั่วโลก เช่น งานวิจัย วิทยานิพนธ์ หนังสือ บทความ หรือข้อเขียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบา เป็นต้น

            ทั้งนี้ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาในมุมมองของจีนเป็นหลัก โดยกำหนดขอบเขตระยะเวลาการศึกษาตั้งแต่ ค.ศ. 1964 อันเป็นปีที่เริ่มเกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และสิ้นสุดที่การเดินทางเยือนจีนของฟิเดล คาสโตรใน ค.ศ. 1995

 

           

--------------------------------------------------

[1] จูเสียงจง, ไจ้ลาเหม่ยเริ่นจื๋อเตอะสุ้ยเยว่ (ช่วงเวลาแห่งการปฏิบัติหน้าที่ในลาตินอเมริกา) (เป่ยจิง: สื้อเจี้ยจือซื่อชูป่านเส้อ, 2003), 18.
[2] “หลีฉี่ซินถงจื้อถานหวอต่างถงลาเหมยต่างเตอะเจ่าชีกวานซี่ (สหายหลีฉี่ซินกล่าวถึงความสัมพันธ์ในช่วงต้นระหว่างพรรคของเรากับพรรคในลาตินอเมริกา),” ใน จงเหลียนปู้ซื่อสือเหนียน (40 ปีของทบวงวิเทศสัมพันธ์), บก. โดย หลี่เป๋ยไห่ และคณะ (เป่ยจิง: เหรินหมินฮว่าเป้าเส้อ, 1992), 59-65.
[3] Cecil Johnson, Communist China & Latin America 1959-1967 (New York & London: Columbia University Press, 1970), 100. 
[4] William Ratliff, “Cuban Foreign Policy toward Far East and Southeast Asia,” in Cuba: The International Dimension, eds. Georges Fauriol and Eva Loser (New Brunswick, NJ: Transaction Publishers, 1990), 207.
[5] Cecil, ibid., 129-130.
[6] เหมาเซียงหลิน, “จงกั๋วเหอกู่ปากวานซี่เตอะหุยกู้อวี่เฉียนจาน (การย้อนพินิจและมองไปข้างหน้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบา),” ลาติงเหม่ยโจวเหยียนจิว (วารสารลาตินอเมริกาศึกษา), 2 (1997): 38.
[7] Mao Tse-tung, “Talk At The Enlarged Meeting Of The Political Bureau, March 20, 1966,” in Selected Works of Mao Tse-tung Vol. IX, available from https://www.marxists.org/reference/archive/mao/selected-works/volume-9/mswv9_55.htm, accessed 3 February 2017. 
[8] Johnson, ibid., 129-180.
[9] Maurice Halperin, The Taming of Fidel Castro (Berkeley, CA: University of California Press, 1981), 195-207.
[10] เหมาเซียงหลิน, เรื่องเดียวกัน, 35-39; สวีซื่อเฉิง, กู่ปา(คิวบา) (เป่ยจิง: เส้อหุ้ยเคอเสวียเหวินเซี่ยนชูป่านเส้อ, 2003), 296.
[11] Yinghong Cheng, “Sino-Cuban Relations during the Early Years of the Castro Regime, 1959-1966,” Journal of Cold War Studies 9, no. 3 (Summer 2007): 78-114.
[12] Ratliff, ibid., 206-215.
[13] Damian J. Fernandez, “Cuba’s Relations with China: Economic Pragmatism and Political Fluctuation,” in Cuba’s Ties to a Changing World, ed. Donna Rich Kaplowitz (Boulder, CO: Lynne Rienner Publishers, 1993), 17-31.
[14] จงจือเฉิง, เว่ยเลอซื่อเจี้ยเกิ้งเหมยห่าว: เจียงเจ๋อหมินชูฝ่างจี้สือ (เพื่อให้โลกงดงามยิ่งขึ้น: บันทึกการเยือนต่างประเทศของเจียงเจ๋อหมิน) (เป่ยจิง: ซื่อเจี้ยจือซื่อชูป่านเส้อ, 2006).
[15] หลี่เผิง, เหอผิง ฟาจ่าน เหอจั้ว: หลี่เผิงว่ายสื้อรื่อจี้ (สันติภาพ พัฒนา ความร่วมมือ: บันทึกการต่างประเทศของหลี่เผิง) (เป่ยจิง: ซินฮว๋าชูป่านเส้อ, 2008).
[16] เฉียนฉีเชิน, บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง, แปลโดย อาทร ฟุ้งธรรมสาร (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2549).
[17] หลี่เป๋ยไห่, “เซียงเฟิงอี๋เสี้ยวหมิ่นเอินโฉว – หวอสั่วชินลี่เตอะจงกู่กวานซี่เตอะหุยฟู่อวี่ฉงเจี้ยน (การพบปะกันและยิ้มให้กันก็ลบล้างความเกลียดชัง – การฟื้นฟูและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาขึ้นมาใหม่ที่ข้าพเจ้าประสบด้วยตนเอง),” 17 กันยายน 2010, เข้าไปที่เว็บไซต์ข่าวพรรคคอมมิวนิสต์จีน http://cpc.people.com.cn/GB/68742/187710/191095/12756716.html, เข้าไปเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2017.
[18] เจิงเทา, ว่ายเจียวเซิงหยาสือชีเหนียน (17 ปีแห่งชีวิตการทูต) (หนานจิง: เจียงซูเหรินหมินชปู่านเส้อ, 1997).
[19] หวังโย่วผิง, ชูสื่อชีกั๋วจี้สือ (บันทึกการไปเป็นทูตยังเจ็ดประเทศ) (เป่ยจิง: ซื่อเจี้ยจือซื่อชูป่านเส้อ, 1996), 82-95.
[20] หวงจื้อเหลียง, จงลาเจี้ยนเจียวจี้สือ (บันทึกเรื่องการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับลาตินอเมริกา) (ซ่างไห่: ซ่างไห่สือซูชูป่านเส้อ, 2007).
[21] จูเสียงจง, เรื่องเดียวกัน.
[22] เฉินจิ่วฉาง, อิ้งฮั่นข่าซือเท่อหลัว: จงกั๋วจู้กู่ปาต้าสื่อโส่วจี้ (บุรุษเหล็กคาสโตร: บันทึกของเอกอัครรัฐทูตจีนประจำคิวบา) (เป่ยจิง: จงกั๋วเหวินสื่อชูป่านเส้อ, 2009).
[23] สวีอี้ชง, หวออวี่ข่าซือเท่อหลัว (ข้าพเจ้ากับคาสโตร) (เป่ยจิง: ตงฟางชูป่านเส้อ, 2014).
[24] หยางไป่ปิง, “ถานถานตุ้ยลาเหม่ยกงจั้วเตอะจี๋เตี่ยนถี่หุ้ย (ประสบการณ์บางประการในการทำงานเกี่ยวกับลาตินอเมริกา)” ใน จงเหลียนปู้ซื่อสือเหนียน (40 ปีของทบวงวิเทศสัมพันธ์), เรื่องเดียวกัน, 179-186.
[25] ผังปิ่งอัน, ชินลี่กู่ปา: อี๋เก้อจงกั๋วจู้ว่ายจี้เจ๋อเตอะโส่วจี้ (คิวบาที่ได้พบเห็น: บันทึกของนักข่าวจีนที่ประจำอยู่ต่างประเทศ) (เป่ยจิง: ซินฮว่าชูป่านเส้อ, 2000). 

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จีนกับยูโกสลาเวียสมัยติโต (ตอนที่ 13 นัยสำคัญของการสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียต่อการต่างประเทศของจีน และจีนกับยูโกสลาเวียหลังอสัญกรรมของติโต)


“ในด้านการต่างประเทศ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเราได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐอเมริกา

ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพและมิตรภาพกับญี่ปุ่น และไปเยือน 2 ประเทศนี้อย่างเป็นทางการ

สหายฮว่ากั๋วเฟิงไปเยือนเกาหลีเหนือ โรมาเนีย ยูโกสลาเวีย และอีก 4 ประเทศในยุโรป

สหายหลี่เซียนเนี่ยนและข้าพเจ้าไปเยือนหลายประเทศในเอเชียและแอฟริกา

คณะผู้แทนของหน่วยงานหลายระดับอีกเป็นจำนวนมากก็ไปเยือนประเทศต่างๆ ทั่วโลก

รองนายกรัฐมนตรีและรองประธานคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติเกือบทุกคนเดินทางเยือนต่างประเทศ ...
 
กิจกรรมเหล่านี้เป็นการริเริ่มรูปแบบใหม่ทางการทูตของประเทศเรา ช่วยสร้างสภาวะระหว่างประเทศที่เป็นคุณต่อนโยบาย 4 ทันสมัย
 
ของเรา และยังช่วยขยายแนวร่วมระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านลัทธิครองความเป็นใหญ่อีกด้วย”

เติ้งเสี่ยวผิง, ค.ศ. 1980[1]

 

          

            การสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียในทศวรรษ 1970 เป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการสมานไมตรีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาในทศวรรษเดียวกัน กล่าวคือ การเยือนกรุงปักกิ่งของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) แห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1972 ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า จีนได้ลดความสำคัญของนโยบายต่างประเทศแบบปฏิวัติลงและยินดีจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศอื่นๆ อีกครั้งและทำให้ประเทศในค่ายโลกเสรีจำนวนมากหันมากระชับหรือสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ขณะที่การเยือนจีนของติโตเมื่อ ค.ศ. 1977 และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระดับพรรคต่อพรรคระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียในปีถัดมาก็เป็นการส่งสัญญาณเช่นกันว่า จีนยอมรับความแตกต่างและหลากหลายของลัทธิสังคมนิยมในประเทศต่างๆ และยุติการวางตนเป็นผู้ตัดสินความถูกผิดของโลกสังคมนิยม ดังที่เติ้งเสี่ยวผิงได้เน้นย้ำกับแกนนำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1980 ว่า  

 

ในยามที่พรรคคอมมิวนิสต์หนึ่งแสดงความเห็นต่อการกระทำของพรรคภราดาในต่างประเทศ พรรคดังกล่าวมักตัดสินพรรคอื่นด้วยรูปแบบที่เข้มงวดและตายตัว ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นแล้วว่าการทำเช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์ เนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชน ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้น และการรวมพลังของชนชั้น แล้วเราจะเอารูปแบบที่ตายตัวไปใช้กับความแตกต่างเหล่านี้ได้อย่างไรกัน ... ความถูกต้องของหลักการและแนวทางภายในประเทศของพรรคนั้นๆ ก็ควรจะปล่อยให้พรรคและประชาชนของประเทศนั้นๆ เป็นผู้ตัดสิน เพราะสหายเหล่านั้นย่อมรู้จักสภาพของประเทศตนเองดีที่สุด[2]

 

            การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระดับพรรคต่อพรรคระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียได้เปิดทางให้จีนสามารถสมานไมตรีกับขบวนการยูโรคอมมิวนิสต์ (Eurocommunism) ได้สำเร็จ ขบวนการดังกล่าวก่อตัวขึ้นในอิตาลี ฝรั่งเศส และสเปนตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 โดยมุ่งสร้างลัทธิสังคมนิยมผ่านการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต่างจากลัทธิสังคมนิยมแบบสหภาพโซเวียตที่เน้นการใช้กำลังทำลายล้างลัทธิทุนนิยม และต่างจากประชาธิปไตยสังคมนิยม (social democracy) ที่มุ่งเอาข้อดีบางด้านของลัทธิสังคมนิยมมาปฏิรูปลัทธิทุนนิยม โดยในเดือนเมษายน ค.ศ. 1980 จีนต้อนรับการเยือนของเอนริโก เบอร์ลิงเกอร์ (Enrico Berlinguer) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีซึ่งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก โดยมีสมาชิกพรรคในขณะนั้นมากถึง 1,814,740 คน คิดเป็นร้อยละ 3.18 ของประชากรทั้งประเทศ และมีที่นั่งในสภาถึง 201 ที่นั่งจากทั้งหมด 630 ที่นั่ง[3] ตามด้วยการเยือนจีนของซันติอาโก คาร์ริโย (Santiago Carrillo) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สเปนในเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน ต่อมาที่ประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 12 เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1982 ก็ได้มีมติรับรองหลัก 4 ประการที่จีนใช้ในการดำเนินความสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์อื่นๆ อันประกอบด้วย (1) การยอมรับความเป็นอิสระของกันและกัน (2) ความเท่าเทียมกัน (3) การเคารพซึ่งกันและกัน และ (4) การไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน[4] และจีนก็นำหลักการนี้ไปใช้ในการปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตซึ่งเริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคมของปีนั้น จนทำให้เมื่อถึงปลายทศวรรษ 1980 จีนได้กลับมามีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับสหภาพโซเวียตและประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก หรือกล่าวได้ว่าการสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับโลกสังคมนิยมทั้งหมด ซึ่งเมื่อประกอบเข้ากับการสมานไมตรีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาแล้วได้นำไปสู่สภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศที่ผ่อนคลายความตึงเครียดและเอื้ออำนวยต่อการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีนนั่นเอง  

 

            หลี่เซียนเนี่ยน ประธานาธิบดีของจีนเดินทางเยือนกรุงเบลเกรดเมื่อ ค.ศ. 1984



            ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียหลังอสัญกรรมของติโตเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1980 ยังคงดำเนินไปตามปกติ ผู้นำระดับสูงของจีนที่เดินทางเยือนยูโกสลาเวียในทศวรรษดังกล่าวประกอบไปด้วยหูเย่าปัง (Hu Yaobang) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อ ค.ศ. 1983 หลี่เซียนเนี่ยน ประธานาธิบดีเมื่อ ค.ศ. 1984 และจ้าวจื่อหยาง นายกรัฐมนตรีเมื่อ ค.ศ. 1986 ขณะที่ดราโกสลาฟ มาร์โควิช (Dragoslav Markovic) ประธานสภาเปรซีเดียมแห่งสันนิบาตคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียเดินทางเยือนจีนเมื่อ ค.ศ. 1984 ตามด้วยสเตฟาน โคโรเสช (Stefan Korosec) กรรมการสภาเปรซีเดียมเมื่อ ค.ศ. 1987 อย่างไรก็ตาม ยูโกสลาเวียในทศวรรษ 1980 มิได้มีความสำคัญในสายตาของจีนเฉกเช่นในทศวรรษก่อนหน้านั้นอีกแล้ว เพราะตั้งแต่ ค.ศ. 1982 เป็นต้นมา จีนได้เริ่มปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต การสร้างแนวร่วมระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียตจึงค่อยๆ ลดความสำคัญลงและหมดไปเมื่อจีนกับสหภาพโซเวียตกลับมามีความสัมพันธ์กันอย่างปกติใน ค.ศ. 1989 และในทศวรรษนั้นเองที่จีนเริ่มมองการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจของยูโกสลาเวียตามสภาพที่เป็นจริง สิ่งพิมพ์ของทางการจีนนำเสนอปัญหานานาประการในระบบเศรษฐกิจของยูโกสลาเวีย ไม่ว่าจะเป็นการขาดดุลการค้า การขาดแคลนวัตถุดิบ และปัญหาเงินเฟ้อ[5] ยูโกสลาเวียจึงไม่ใช่ตัวแบบของการปฏิรูปที่น่าชื่นชมในสายตาของจีนอีกต่อไป

            จีนมองความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์และการแตกสลายของรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียใน ค.ศ. 1992 ด้วยความกังวลใจ เนื่องจากจีนเองก็เป็นประเทศที่มีประชากรหลายชาติพันธุ์เช่นกัน และในช่วงเวลานั้นเติ้งเสี่ยวผิงก็มีสุขภาพทรุดโทรมลงจนถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1997 รายงานฉบับหนึ่งของนักวิชาการจีนที่แจกจ่ายเฉพาะในหมู่ผู้นำระดับสูงของพรรคและรัฐเมื่อ ค.ศ. 1993 ได้เตือนว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนทำให้รัฐบาลส่วนกลางมีอำนาจลดลง และหากผู้นำที่เข้มแข็งถึงแก่อสัญกรรม จีนอาจมีชะตากรรมเฉกเช่นยูโกสลาเวียหลังสิ้นติโต[6] อย่างไรก็ตาม การถ่ายโอนอำนาจทางการเมืองจากเจียงเจ๋อหมิน (Jiang Zemin) ไปสู่หูจิ่นเทา (Hu Jintao) เมื่อ ค.ศ. 2002 และส่งต่อไปยังสีจิ้นผิง (Xi Jinping) เมื่อ ค.ศ. 2012 ที่เป็นไปอย่างค่อนข้างราบรื่นนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐสังคมนิยมจีนในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างระบบการเมืองที่เป็นสถาบันโดยไม่ผูกติดกับตัวบุคคล ตรงข้ามกับรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียซึ่งได้กลายเป็นอดีตไปเรียบร้อยแล้ว    

----------------------------------------------------

[1] Deng Xiaoping, Selected Works Volume II, 232.
[2] Ibid., 300.
[3] ประทุมพร, เรื่องเดียวกัน, 320.
[4] อู๋ซิงถัง, เรื่องเดียวกัน.
[5] Beijing Review, 18 May 1981, 13-14; Beijing Review, 15 February 1982, 15-16; Beijing Review, 10 January 1983, 12; Beijing Review, 18-14 January 1988, 12-13.   
[6] “Internal Report: China Risks Breakup Like Yugoslavia,” Agence France-Presse, 20 September 1993, in China Since Tiananmen: Political, Economic, and Social Conflicts, ed. Lawrence R. Sullivan (Armonk, NY: M.E. Sharpe, 1995), 100.