วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จีนกับยูโกสลาเวียสมัยติโต (ตอนที่ 9 การสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย)


หลังการบุกเชโกสโลวะเกียของสหภาพโซเวียตในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1968 ทางการจีนได้เริ่มยุติการกล่าวโจมตียูโกสลาเวีย ทั้งนี้ดูได้จากสาส์นอำนวยพรที่เหมาเจ๋อตงส่งไปยังกรุงติรานาเนื่องในโอกาสวันปลดปล่อยแอลเบเนียเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนของปีนั้นที่ไม่มีข้อความวิพากษ์วิจารณ์ยูโกสลาเวียซึ่งเป็นศัตรูของแอลเบเนียเลย ซึ่งต่างไปจากสาส์นเนื่องในโอกาสเดียวกันเมื่อ ค.ศ. 1966 และ 1967[1] และในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1969 ซึ่งตรงกับช่วงที่มีการปะทะกันบริเวณชายแดนจีน - โซเวียต อตานาส อิโคโนมอฟสกี้ (Atanas Ikonomovski) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศของยูโกสลาเวียก็เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อทำข้อตกลงการค้าและการชำระเงิน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ค.ศ. 1958 ที่มีการติดต่อกันในระดับรัฐมนตรี หลังจากนั้นมูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในทศวรรษถัดมา (ดูตารางที่ 2) และในที่สุด เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1969 จีนกับยูโกสลาเวียก็ตกลงส่งเอกอัครรัฐทูตกลับไปประจำยังประเทศของกันและกันอีกครั้ง หลังจากที่ลดระดับเหลือเพียงอุปทูตมานาน 11 ปี

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการแสวงหาแนวร่วมเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต ทางการจีนได้แก้ไขเนื้อหาในแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์โลกชั้นมัธยมศึกษา กล่าวคือ ในทศวรรษ 1960 แบบเรียนดังกล่าวระบุว่า ยูโกสลาเวียเป็นตัวอย่างของประเทศที่เชื่อว่าการเปลี่ยนจากลัทธิทุนนิยมไปเป็นลัทธิสังคมนิยมนั้นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างสันติ หรือที่เรียกว่า “การเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ (peaceful transition)” ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของเหมาเจ๋อตง แต่เมื่อถึงครึ่งแรกของทศวรรษ 1970 ได้มีการลบข้อความเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติของยูโกสลาเวียออกไปจากแบบเรียน[2] อีกทั้งจีนยังนำเอาหลักปัญจศีลที่ประกาศใช้กับประเทศนอกค่ายสังคมนิยมตั้งแต่กลางทศวรรษ 1950 มาปรับใช้กับประเทศที่ตนเคยประณามว่าเป็นลัทธิแก้อย่างยูโกสลาเวียอีกด้วย โดยในงานเลี้ยงรับรองที่เอกอัครรัฐทูตยูโกสลาเวียประจำกรุงปักกิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1970 เฉียวกว้านหวา (Qiao Guanhua) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้กล่าวว่า

 

รัฐบาลจีนยึดมั่นเสมอมาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควรดำเนินไปภายใต้หลัก 5 ประการว่าด้วยการเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพทางดินแดนของกันและกัน การไม่รุกรานกันและกัน การไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ความเสมอภาคและผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ หลักการนี้ควรใช้กับทุกประเทศไม่ว่าจะมีระบบสังคมที่เหมือนหรือแตกต่างกัน เรามีความยินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาดำเนินไปบนหลักการดังกล่าว (เน้นโดยผู้วิจัย)[3]

 

นอกจากนี้ จีนยังได้ยกย่องและสนับสนุนยูโกสลาเวียที่ยืนหยัดในการรักษาเอกราชและต้านทานแรงกดดันจากอภิมหาอำนาจอยู่ตลอดมา ดังเช่นเมื่อมีร์โก เทปาวัช (Mirko Tepavac) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของยูโกสลาเวียเดินทางเยือนจีนในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1971 หลี่เซียนเนี่ยน (Li Xiannian) รองนายกรัฐมนตรีของจีนก็กล่าวในงานเลี้ยงรับรองว่า

 

ประชาชนชาวยูโกสลาเวียมีขนบของการปฏิวัติที่รุ่งโรจน์ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ พวกเขาได้ต้านทานแรงกดดันจากต่างชาติและต่อสู้อย่างองอาจกับการแทรกแซง การบ่อนทำลาย และการข่มขู่คุกคามของอภิมหาอำนาจ ประชาชนจีนชื่นชมในจิตวิญญาณของชาวยูโกสลาเวียที่กล้าท้าทายและต่อสู้กับพลังอันหนักหน่วง เพื่อนๆ ชาวยูโกสลาเวียจงมั่นใจเถิดว่า ในการต่อสู้เพื่อต่อต้านการคุกคามจากต่างชาติและรักษาเอกราชของชาติของพวกท่านนั้น ประชาชนจีนให้การสนับสนุนพวกท่านอย่างแน่วแน่เสมอ[4]

 
                             เหมากับบิเจดิชเมื่อ ค.ศ. 1975
 
 

การพบปะครั้งสำคัญระหว่างผู้นำของจีนกับยูโกสลาเวียเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1975 เมื่อเซมาล บิเจดิช (Dzemal Bijedic) นายกรัฐมนตรีของยูโกสลาเวียเดินทางเยือนจีนและพบปะกับเหมาเจ๋อตง ข้อเขียนของกงเลี่ยฟูซึ่งขณะนั้นเป็นนักการทูตจีนประจำกรุงเบลเกรดเล่าถึงการที่เหมากล่าวชื่นชมติโตต่อหน้าบิเจดิชว่า “ติโต ภาษาจีนอ่านว่า เถี่ยทัว คำนี้หมายถึงเหล็กที่ไม่กลัวแรงบีบคั้นจากสหภาพโซเวียต”[5] และยังเล่าต่อไปว่า บิเจดิชได้เชิญเติ้งเสี่ยวผิงในฐานะรองนายกรัฐมนตรีให้ไปเยือนยูโกสลาเวีย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของจีนก็ได้แนะนำให้ไปเยือนในครึ่งแรกของ ค.ศ. 1976[6] แต่แล้วก็ไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ เพราะหลังจากโจวเอินไหลถึงแก่อสัญกรรมในเดือนมกราคม ค.ศ. 1976 สถานการณ์ทางการเมืองภายในของจีนก็สับสนวุ่นวายอยู่เกือบตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นการปลดเติ้งออกจากตำแหน่งหลังการชุมนุม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อเดือนเมษายน การถึงแก่อสัญกรรมของเหมาเมื่อเดือนกันยายน และการจับกุมแก๊งสี่คน (The Gang of Four) ที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติวัฒนธรรมเมื่อเดือนตุลาคม  

จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ ค.ศ. 1968 เป็นต้นมา เหมาเจ๋อตงได้ให้ความเห็นชอบต่อการสมานไมตรีกับยูโกสลาเวียเอาไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อการเมืองภายในของจีนกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้งหลังเดือนตุลาคม ค.ศ. 1976 โดยมีฮว่ากั๋วเฟิงเป็นประธานพรรคและนายกรัฐมนตรี จีนก็ได้เดินหน้าสมานไมตรีต่อไป โดยในเดือนมกราคม ค.ศ. 1977 เมื่อนายกรัฐมนตรีบิจดิชของยูโกสลาเวียถึงแก่อสัญกรรมจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกระหว่างเดินทางจากกรุงเบลเกรดไปยังเมืองซาราเจโว (Sarajevo) ฮว่าในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ส่งสาส์นไปยังติโตเพื่อแสดงความเสียใจโดยระบุว่า บิเจดิชเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้จีนกับยูโกสลาเวียมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกันมากขึ้น และรัฐบาลจีนยังส่งพวงหรีดไปให้ทั้งที่สถานทูตยูโกสลาเวียประจำกรุงปักกิ่งและที่กรุงเบลเกรด[7] ตามด้วยการเดินทางเยือนยูโกสลาเวียของคณะผู้แทนจากสภาประชาชนแห่งชาติจีนที่นำโดยไซฟูดิน (Saifudin) และเลี่ยวเฉิงจื้อ (Liao Chengzhi) ในเดือนพฤษภาคมของปีนั้น และที่สำคัญที่สุดก็คือ การเดินทางเยือนจีนของติโตในวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1977 โดยมีผู้นำระดับสูงของจีนอย่างฮว่ากั๋วเฟิง เติ้งเสี่ยวผิง และหลี่เซียนเนี่ยนไปรับเขาถึงสนามบิน ทางการจีนได้จัดประชาชนมายืนต้อนรับทั้งที่สนามบินและที่จัตุรัสเทียนอันเหมินรวมกันถึง 100,000 คน บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน ฉบับวันนั้นระบุว่า การเดินทางเยือนจีนของติโตจะยิ่งทำให้เกิดแนวร่วมต่อต้านลัทธิครองความเป็นใหญ่ (hegemonism) ที่แข็งแกร่งขึ้นและมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงในระดับสากล[8]   


---------
ตารางที่ 2
มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียช่วง ค.ศ. 1970 – 1980 ตามตัวเลขของทางการจีน
 
ค.ศ.
การส่งออกไปยังยูโกสลาเวีย
(พ้นล้านเหรียญสหรัฐ)
การนำเข้าจากยูโกสลาเวีย
(พ้นล้านเหรียญสหรัฐ)
1970
1,050
820
1972
4,020
11,600
1974
14,880
70,260
1976
10,800
19,360
1978
58,410
29,190
1980
46,350
150,120
ที่มาของข้อมูล: Trade Statistics of China 1970-1985 – Utilization and Appraisal (Tokyo: Institute of Developing Economies, 1987), 3, 10.  
 
--------------------------------------------

[1] Peking Review, 2 December 1966, 9-11, 27; Peking Review, 1 December 1967, 6-7; Peking Review, 29 November 1968, 14-15.
[2] Dorothea A. L. Martin, The Making of a Sino-Marxist World View: Perceptions and Interpretations of World History in the People’s Republic of China (Armonk, NY: M. E. Sharpe, 1990), 84.
[3] Peking Review, 4 December 1970, 23.
[4] Peking Review, 18 June 1971, 4.  
[5] กงเลี่ยฟู, “อีจิ่วชีชีเหนียนหนานซือลาฟูจ๋งถ่งเถี่ยทัวฝ่างหัวเฉียนไถมู่โห้ว,” (เบื้องหน้าเบื้องหลังการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีติโตแห่งยูโกสลาเวียเมื่อ ค.ศ. 1977) จากเว็บไซต์ข่าวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน http://dangshi.people.com.cn/n/2013/0426/c85037-21291224-5.html, เข้าไปเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2558.
[6] เพิ่งอ้าง.
[7] Peking Review, 28 January 1977, 5, 15.
[8] Peking Review, 2 September 1977, 3-6.

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จีนกับยูโกสลาเวียสมัยติโต (ตอนที่ 8 ความสำคัญของยูโกสลาเวีย)


เมื่อพิจารณาจากเป้าหมายของจีนในทศวรรษ 1970 ที่จะสร้างแนวร่วมกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียตแล้ว ยูโกสลาเวียเป็นประเทศที่มีคุณสมบัติที่น่าสนใจสำหรับจีนอย่างน้อย 2 ประการ ประการแรก ยูโกสลาเวียภายใต้การปกครองของติโตมีจุดยืนที่ต่อต้านการครอบงำของสหภาพโซเวียตมาโดยตลอด แม้ว่าในต้นทศวรรษ 1960 จะมีการสมานไมตรีกับสหภาพโซเวียตอีกครั้ง และใน ค.ศ. 1964 ติโตก็นำยูโกสลาเวียเข้าเป็นสมาชิกสมทบของคณะมนตรีความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน (The Council for Economic Mutual Assistance) หรือองค์การโคเมคอน (COMECON) ซึ่งเป็นองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโคเมคอนถึง 21 ด้าน รวมทั้งมีสิทธิเข้านั่งประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหารของโคเมคอน[1] แต่ติโตก็ไม่ได้นำประเทศของตนเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอแต่อย่างใด มีเพียงแต่การให้ความร่วมมือทางการทหารกับสหภาพโซเวียตเป็นกรณีๆ ไปเท่านั้น เช่น การอนุญาตให้เครื่องบินของสหภาพโซเวียตแวะจอดในยูโกสลาเวียระหว่างลำเลียงสิ่งของและยุทโธปกรณ์ไปช่วยเหลืออียิปต์ในการทำสงครามกับอิสราเอลเมื่อ ค.ศ. 1967 เป็นต้น[2]   

นอกจากนี้ ติโตยังคงยืนยันจุดยืนเดิมที่ว่า ประเทศสังคมนิยมมีสิทธิในการเลือกทางเดินของตนเองโดยไม่อยู่ใต้การชี้นำของสหภาพโซเวียต ทั้งนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ “ฤดูใบไม้ผลิที่กรุงปราก” ใน ค.ศ. 1968 ติโตเดินทางไปกรุงมอสโกในเดือนเมษายนของปีนั้นเพื่อขอให้เบรชเนฟไม่ใช้กำลังกับเชโกสโลวะเกียโดยให้เหตุผลว่า ความเคลื่อนไหวของดุบเชกไม่ใช่การต่อต้านการปฏิวัติ (counter-revolution) เหมือนกรณีฮังการีเมื่อ ค.ศ. 1956 ต่อมาในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1968 เขาเดินทางไปเยือนกรุงปรากเพื่อแสดงท่าทีสนับสนุน “รูปแบบประชาธิปไตยใหม่ของลัทธิสังคมนิยม (new democratic form of Socialism)[3] และเมื่อสหภาพโซเวียตใช้กำลังบุกเชโกสโลวะเกียในวันที่ 20 ของเดือนนั้น ติโตก็ออกแถลงการณ์ในวันถัดมาโดยระบุว่า

 

การที่กองกำลังของต่างชาติบุกเข้าไปยังเชโกสโลวะเกียโดยไม่ได้รับคำเชิญหรือการอนุมัติจากรัฐบาลที่ชอบธรรมของประเทศนั้นก่อให้เกิดความกังวลอย่างใหญ่หลวง นี่คือการละเมิดและเหยียบย่ำอธิปไตยของประเทศสังคมนิยม อีกทั้งยังส่งผลสะเทือนอย่างหนักต่อพลังสังคมนิยมและพลังที่ก้าวหน้าของทั่วโลก[4]

 

ขณะเดียวกัน ติโตยังขอให้ประชาชนชาวยูโกสลาเวียร่วมกันปกป้องเอกราชของประเทศ โดยให้ชายและหญิงที่มีอายุ 18 - 65 ปีมาลงชื่อตามความสมัครใจเพื่อเป็นกำลังพลสำรอง ซึ่งได้รับการตอบรับมากพอสมควร และมีการเดินขบวนต่อต้านสหภาพโซเวียตในหลายเมืองทั่วประเทศ[5] ท่าทีของติโตน่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้จีนหันมาเห็นความสำคัญของยูโกสลาเวียในฐานะพลังต่อต้านสหภาพโซเวียต ดูได้จากในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1968 เมื่อเบคีร์ บาลลูกู (Beqir Balluku) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของแอลเบเนียเดินทางเยือนจีน บาลลูกูได้ขอความช่วยเหลือด้านอาวุธจากจีนเพื่อใช้ป้องกันภัยคุกคามจากทั้งสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา แต่โจวเอินไหลกลับกล่าวว่า แอลเบเนียเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะป้องกันตนเองได้และควรลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารกับยูโกสลาเวียและโรมาเนีย[6]


          เบรชเนฟ (ซ้าย) กับติโต (ขวา) ในการประชุมที่กรุงเฮลซิงกิเมื่อ ค.ศ. 1975



ประการถัดมา ติโตได้รับความเคารพนับถือจากบรรดาผู้นำของประเทศโลกที่ 3 และมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่าผู้นำของประเทศสังคมนิยมคนอื่นๆ ดูได้จากในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อ ค.ศ. 1960 ครุสชอฟ ผู้นำของสหภาพโซเวียตแสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำพูดของฮาโรลด์ แมกมิลแลน (Harold Macmillan) นายกรัฐมนตรีของอังกฤษด้วยการนำรองเท้าของตนเองขึ้นมาฟาดบนโต๊ะ ส่วนฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ผู้นำของคิวบาก็ปรากฏตัวในชุดกองโจร ไว้หนวดเครายาว และโจมตีสหรัฐอเมริกาด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ต่างจากติโตที่ปรากฏตัวในชุดสูทสีดำ สวมแว่นตา และกล่าวคำปราศรัยด้วยถ้อยคำที่สุภาพ สุนทรพจน์ของเขามีเนื้อหาสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอกราชของอาณานิคม การลดอาวุธระหว่างประเทศมหาอำนาจ และการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศที่ยากจน[7]

เวทีระดับพหุภาคีที่ทำให้ติโตรับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากประเทศโลกที่ 3 ก็คือ การประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดซึ่งใน ค.ศ. 1961 ติโตเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรก ณ กรุงเบลเกรด โดยมีประเทศที่เข้าร่วม 28 ประเทศ ต่อมาในการประชุมครั้งที่ 2 ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์เมื่อ ค.ศ. 1964 มีประเทศที่เข้าร่วมเพิ่มเป็น 57 ประเทศ ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 63 ประเทศและ 104 ประเทศในการประชุมครั้งที่ 3 ณ กรุงลูซากา ประเทศแซมเบียเมื่อ ค.ศ. 1970 และในการประชุมครั้งที่ 4 ณ กรุงแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรียเมื่อ ค.ศ. 1973 ตามลำดับ[8] และเมื่อประธานาธิบดีนัสเซอร์แห่งอียิปต์ถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1970 ติโตก็กลายเป็นรัฐบุรุษผู้ก่อตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเพียงคนเดียวที่ยังมีชิวิตอยู่ นอกจากนี้ ติโตยังดำเนินการทูตในระดับทวิภาคีอีกเป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่ ค.ศ. 1952 ไปจนถึง ค.ศ. 1979 เขาเดินทางเยือนประเทศต่างๆ รวม 57 ประเทศ[9] สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์เกียรติภูมิของติโตในระดับระหว่างประเทศก็คือ เมื่อเขาถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1980 ผู้นำประเทศต่างๆ เดินทางมาร่วมรัฐพิธีศพของเขาอย่างล้นหลาม ดังที่ผู้เขียนชีวประวัติของติโตคนหนึ่งบรรยายไว้ว่า

 

ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยว่ามีผู้นำทั่วโลกมาร่วมรัฐพิธีศพมากมายเช่นนี้ มากเสียยิ่งกว่าพระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ณ กรุงลอนดอนเมื่อ ค.ศ. 1901 หรือแม้กระทั่งรัฐพิธีศพของเคนเนดี้และวินสตัน เชอร์ชิลก็ไม่มากเท่านี้ ผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วยกษัตริย์ 4 พระองค์ ประธานาธิบดี 31 คน เจ้าชาย 6 พระองค์ นายกรัฐมนตรี 22 คน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 47 คน โดยมาจาก 128 ประเทศทั่วโลก ทั้งจากค่ายโลกเสรี ค่ายสังคมนิยม และกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด[10]

 

การที่ทฤษฎีสามโลกของเหมาเจ๋อตงระบุว่าจีนเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ 3 ประกอบกับความเป็นจริงที่ว่าติโตเป็นที่เคารพนับถือของบรรดาผู้นำของกลุ่มประเทศดังกล่าว ทำให้จีนคาดหวังว่าการสมานไมตรีกับติโตจะเป็นผลดีต่อความสัมพันธ์โดยรวมระหว่างจีนกับประเทศในโลกที่ 3 อันจะทำให้จีนมีแนวร่วมในการต่อต้านสหภาพโซเวียตที่เข้มแข็งมากขึ้น ดังที่หวงหัว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวต่อผู้ปฏิบัติงานด้านวิเทศสัมพันธ์เป็นการภายในเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1977 ความตอนหนึ่งว่า

 

ประธานาธิบดีติโตได้รับการยกย่องใน 3 ด้านดังต่อไปนี้ หนึ่ง เขาต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์จนสามารถปลดปล่อยประชาชนและนำประเทศสู่เอกราชได้สำเร็จ สอง เขาต่อต้านการแทรกแซงจากต่างชาติและเดินบนเส้นทางแห่งเอกราชและอธิปไตย สาม เขาส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นของโลกที่ 3 และประเทศกำลังพัฒนา … คราวนี้พวกคุณลองบอกผมซิว่า เราควรหรือไม่ควรที่จะร่วมมือกับบุคคลเช่นนี้ … [ไม่มีเสียงตอบจากผู้ฟัง][11]   

------------------------------------------------

[1] ประทุมพร, เรื่องเดียวกัน, 95.
[2] Ridley, ibid., 384.
[3] Ibid., 385-387.
[4] Andjelko Blazevic, Tito on Peace, Security and Cooperation in Europe (Belgrade: Jugoslovenska Stvarnost – Medjunarodna Politika, 1977), 64. 
[5] Ridley, ibid., 387.
[6] Letter of the CC of the Party of Labour and the Government of Albania to the CC of the Communist Party and the Government of China (Tirana: The 8 Nentori Publishing House, 1978), 37-38.
[7] Ridley, ibid., 353-354.
[8] Milan Bajec and Petar Stojanovic, Yugoslavia – History in the Making (Belgrade: Jugoslovenska Rejiva, 1978), 86-90.  
[9] Ridley, ibid., 364.
[10] Ibid., 19.
[11] Huang Hua, “Problems with Indonesia, Albania, and Yugoslavia,” 281-282.

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จีนกับยูโกสลาเวียสมัยติโต (ตอนที่ 7 ภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตและทฤษฎีสามโลกของเหมาเจ๋อตง)


ความขัดแย้งระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ครึ่งหลังของทศวรรษ 1950 ได้เริ่มผ่อนคลายความตึงเครียดลงจนกลับมามีความสัมพันธ์กันอย่างปกติในทศวรรษ 1970 โดยติโตเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1977 และนับเป็นประมุขแห่งรัฐคนแรกที่เดินทางเยือนจีนหลังการอสัญกรรมของเหมาเจ๋อตงเมื่อ ค.ศ. 1976 บันทึกความทรงจำของหวงหัว ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนช่วง ค.ศ. 1976 – 1982 ระบุว่า การสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียเป็นผลงานของเติ้งเสี่ยวผิงซึ่งกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้งตามมติของคณะกรรมการกลางพรรคเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1977 [1] อย่างไรก็ตาม บันทึกดังกล่าวเผยแพร่ในทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่เติ้งเสี่ยวผิงถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วและทางการจีนพยายามฉายภาพลักษณ์เขาในฐานะรัฐบุรุษผู้มีวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปและเปิดประเทศ บันทึกนี้จึงให้ความสำคัญกับเติ้งเสี่ยวผิงมากเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ภารกิจที่เติ้งเสี่ยวผิงได้รับมอบหมายหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งรองประธานพรรคเมื่อ ค.ศ. 1977 ก็คือ งานด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา[2] ขณะที่งานด้านการต่างประเทศอยู่ในการควบคุมของฮว่ากั๋วเฟิง ผู้ดำรงตำแหน่งประธานพรรคและประธานกรรมาธิการทหารของพรรคต่อจากเหมาเจ๋อตง และยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากโจวเอินไหลอีกด้วย อีกทั้งเมื่อพิจารณาจาก สรรนิพนธ์เติ้งเสี่ยวผิง เล่ม 2 (ค.ศ. 1975-1982) แล้วจะพบว่า ในครึ่งหลังของ ค.ศ. 1977 มีคำปราศรัยของเติ้งเสี่ยวผิงจำนวน 5 ครั้ง โดยแบ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และการศึกษา 3 ครั้ง ทฤษฎีทางการเมือง 1 ครั้ง และการทหาร 1 ครั้ง โดยไม่มีเรื่องการต่างประเทศอยู่เลย[3]     เนื้อหาในลำดับต่อไปจะชี้ให้เห็นว่า การสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียในทศวรรษ 1970 ไม่ได้เป็นผลงานในยุคของฮว่ากั๋วเฟิงและเติ้งเสี่ยวผิง แต่เป็นผลงานที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายยุคเหมาเจ๋อตง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตระหนักถึงภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตในปลายทศวรรษ 1960 ซึ่งทำให้จีนปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศและมีท่าทียืดหยุ่นทางอุดมการณ์ต่อยูโกสลาเวียมากยิ่งขึ้น



ในปลายทศวรรษ 1960 ได้เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองในยุโรปตะวันออกที่ส่งผลให้จีนต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ กล่าวคือ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1968 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เชโกสโลวะเกียมีมติให้อเล็กซานเดอร์ ดุบเชก (Alexander Dubcek) ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960 ดุบเชกประกาศแผนการปฏิรูปในเดือนเมษายนของปีนั้นโดยระบุว่า เขาจะปรับระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปตามกลไกตลาด ให้เสรีภาพทางการเมืองแก่ประชาชน ให้สื่อมวลชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเป็นอิสระ รวมทั้งเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออนุญาตให้มีพรรคฝ่ายค้าน[4]ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมาว่า “ฤดูใบไม้ผลิที่กรุงปราก (The Prague Spring)” คำประกาศของดุบเชกได้รับการตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก แต่กลับสร้างความกังวลใจแก่สหภาพโซเวียตซึ่งต้องการควบคุมยุโรปตะวันออกเอาไว้อย่างมั่นคง ทำให้ในวันที่ 20 สิงหาคมของปีนั้น สหภาพโซเวียตและประเทศบริวารอื่นๆ คือ โปแลนด์ ฮังการี บัลกาเรีย และเยอรมนีตะวันออกได้ส่งทหารจำนวน 250,000 คนบุกเข้าไปทำลายบรรยากาศเสรีในเชโกสโลวะเกียและปลดดุบเชกออกจากตำแหน่ง และในวันที่ 13 กันยายนของปีเดียวกัน เลโอนิด เบรชเนฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตได้ประกาศหลักการเบรชเนฟ (The Brezhnev Doctrine) โดยระบุว่า สหภาพโซเวียตมีความชอบธรรมในการส่งทหารเข้าไปแทรกแซงประเทศสังคมนิยมอื่นๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกภาพของโลกสังคมนิยม  

จีนได้ออกมาประณามการบุกเชโกสโลวะเกียของสหภาพโซเวียตอย่างรุนแรง โดยในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1968 โจวเอินไหลระบุว่า การกระทำของสหภาพโซเวียตสะท้อนให้เห็นลัทธิคลั่งชาติ (chauvinism) ของผู้นำโซเวียตที่กลายสภาพไปเป็นพวกสังคมจักรวรรดินิยม (social-imperialists) และสังคมฟาสซิสต์ (social-fascists) และจีนสนับสนุนประชาชนชาวเชโกสโลวะเกียในการต่อสู้อย่างกล้าหาญเพื่อต่อต้านการยึดครองทางทหารของสหภาพโซเวียต[5] ต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1969 เกิดการปะทะกันทางทหารครั้งใหญ่ระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตบริเวณชายแดนมณฑลเฮยหลงเจียง (Heilongjiang) ซึ่งทำให้จีนยิ่งหวาดกลัวภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตมากขึ้นไปอีก ดังจะเห็นได้จากในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 9 ในเดือนเมษายนของปีนั้น หลินเปียว (Lin Biao) รองประธานพรรคและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระบุว่า จีนต้องเตรียมตัวรับมือกับสงครามขนาดใหญ่ซึ่งรวมถึงสงครามนิวเคลียร์ อีกทั้งยังจะต้องแสวงหาความร่วมมือจากประเทศและประชาชนทั่วโลกเพื่อสร้าง “แนวร่วมที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (the broadest possible united front)” ในการเอาชนะลัทธิจักรวรรดินิยมและลัทธิแก้[6] หรืออาจกล่าวได้ว่า เมื่อสิ้นทศวรรษ 1960 จีนได้ส่งสัญญาณแล้วว่าจะมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ



เติ้งเสี่ยวผิงกล่าวปราศรัยในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติเมื่อ ค.ศ. 1974




ภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตประกอบกับกระแสการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนที่แผ่วลงในต้นทศวรรษ 1970 ทำให้จีนหันมาปรับปรุงการต่างประเทศที่เสียหายไปในยุคซ้ายจัดและหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลในการแสวงหาแนวร่วมกับประเทศต่างๆ เพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต จนในที่สุดปรากฏออกมาเป็น “ทฤษฎีสามโลก (The Three Worlds Theory)” ซึ่งเหมาเจ๋อตงกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในการสนทนากับเคนเนท เดวิด คาอุนดา (Kenneth David Kaunda) ประธานาธิบดีแห่งแซมเบียเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974 ว่า โลกที่ 1 ประกอบไปด้วยสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ส่วนโลกที่ 2 ประกอบไปด้วยญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย และแคนาดา ขณะที่โลกที่ 3 ประกอบไปด้วยจีนและประเทศในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา[7] ต่อมาในวันที่ 10 เมษายนของปีเดียวกัน เติ้งเสี่ยวผิงได้นำเนื้อหาของทฤษฎีดังกล่าวไปขยายความในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติโดยระบุว่า ประเทศโลกที่ 1 อย่างสหรัฐอมริกาและสหภาพโซเวียตต่างเป็นอภิมหาอำนาจจักรวรรดินิยมผู้กดขี่ขูดรีด รวมทั้งตั้งข้อสังเกตด้วยว่าสหภาพโซเวียตนั้นร้ายกาจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการบุกเชโกสโลวะเกีย ส่วนประเทศโลกที่ 2 นั้นแม้จะกดขี่ขูดรีดประเทศอื่น แต่ก็ถูกกดขี่ขูดรีดจากประเทศโลกที่ 1 ด้วยในเวลาเดียวกัน ส่วนประเทศโลกที่ 3 นั้นล้วนแต่ถูกกดขี่ขูดรีดจากลัทธิจักรวรรดินิยมและถือเป็นพลังสำคัญที่จะหมุนกงล้อของประวัติศาสตร์โลกและต่อสู้กับอภิมหาอำนาจโลกที่ 1[8]   

ตลอดทศวรรษ 1970 ทางการจีนได้พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับทฤษฎีสามโลกของเหมาเจ๋อตงด้วยคำอธิบายภายใต้กรอบของลัทธิมากซ์-เลนิน โดยใน ค.ศ. 1977 ฝ่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “ทฤษฎีสามโลกของประธานเหมาคือคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อลัทธิมากซ์-เลนิน” โดยระบุว่า การแบ่งโลกเป็น 3 ส่วนถือเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์โลกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ตามแบบมากซ์ เนื่องจากในปัจจุบันโลกนี้ยังคงมีการต่อสู้ระหว่างลัทธิจักรวรรดินิยมกับการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพเฉกเช่นที่เลนินเคยระบุเอาไว้ และเป็นหน้าที่ของชนชั้นกรรมาชีพที่จะต้องผนึกกำลังกับผู้ที่ถูกกดขี่จากลัทธิจักรวรรดินิยมทั่วโลก[9] บทความยังระบุต่อไปว่า แม้สหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นอภิมหาอำนาจ แต่ก็อ่อนกำลังลงมากจากสมรภูมิในเวียดนาม รวมทั้งยังเผชิญกับการท้าทายทางเศรษฐกิจจากญี่ปุ่นและยุโรปตะวันตกอีกด้วย ทำให้สหรัฐฯ ไม่เป็นภัยคุกคามเท่าในอดีต ต่างจากสหภาพโซเวียตที่เป็นภัยคุกคามมากกว่าด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ (1) สหภาพโซเวียตเป็นประเทศจักรวรรดินิยมที่มาทีหลังและไม่พอใจกับการแบ่งสรรผลประโยชน์ที่ประเทศจักรวรรดินิยมอื่นๆ ตกลงกันไว้แล้ว  (2) สหภาพโซเวียตอ่อนด้อยกว่าสหรัฐฯ ในด้านเศรษฐกิจ ทำให้ต้องขยายอำนาจด้วยเครื่องมือทางทหารเป็นหลัก (3) ผู้ผูกขาดทุนและผู้ผูกขาดอำนาจทางการเมืองในสหภาพโซเวียตคือคนกลุ่มเดียวกัน การระดมเอาพลังทางเศรษฐกิจทั้งหมดไปใช้เพื่อการทหารจึงทำได้ง่าย และ (4) สหภาพโซเวียตสามารถหลอกลวงคนทั่วโลกได้อย่างแนบเนียนโดยอ้างว่าตนเองเป็นยังคงเป็นลัทธิสังคมนิยมที่สืบสานปณิธานของเลนิน[10]   บทความชี้อีกด้วยว่า การแสวงหาแนวร่วมกับลัทธิจักรวรรดินิยมกลุ่มหนึ่งเพื่อต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมอีกกลุ่มหนึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ภายใต้กรอบของลัทธิมากซ์-เลนิน ดังที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สตาลินได้ร่วมมือกับประเทศจักรวรรดินิยมที่ไม่ก้าวร้าว (nonaggressive countries) อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับประเทศจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าว (aggressive countries) อย่างอิตาลี เยอรมนี และญี่ปุ่น ซึ่งในที่สุดแล้วชัยชนะของสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็นำไปสู่การเกิดประเทศสังคมนิยมเพิ่มขึ้น[11] และการอธิบายในลักษณะนี้เองที่ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับจีนในการปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อคานอำนาจกับสหภาพโซเวียตตลอดทศวรรษ 1970

ยุโรปตะวันออกจัดอยู่ในโลกที่ 2 ของทฤษฎีสามโลกและเป็นภูมิภาคหนึ่งที่จีนประสงค์จะแสวงหาแนวร่วมเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต แม้ว่าตลอดทศวรรษ 1960 ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตและยูโกสลาเวียจะทำให้จีนไม่มีฐานที่มั่นทางการทูตของตนในภูมิภาคดังกล่าว (ยกเว้นแต่แอลเบเนียซึ่งเป็นประเทศเล็กและไม่มีอิทธิพลเพียงพอที่จะสนองผลประโยชน์ของจีนได้) แต่กระนั้น จีนยังคงมองเห็นโอกาสของตนจากความตึงเครียดที่ดำรงอยู่ระหว่างยุโรปตะวันออกกับสหภาพโซเวียต ดังคำกล่าวของเหมาเจ๋อตงในที่ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1963 และในการสนทนากับคิคุนามิ คัตสึมิ (Kikunami Katsumi) กรรมการกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่นเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1964 ที่ระบุว่า มีแนวโน้มที่ค่อนข้างชัดเจนว่ายุโรปตะวันออกจะพยายามต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากการครอบงำของสหภาพโซเวียต[12] และการบุกเชโกสโลวะเกียของสหภาพโซเวียตเมื่อ ค.ศ. 1968 ก็เป็นโอกาสที่จีนจะสานสัมพันธ์กับยุโรปตะวันออกอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับยูโกสลาเวียซึ่งมีประวัติในการต่อต้านอิทธิพลของสหภาพโซเวียตมาอย่างต่อเนื่อง     

------------------------------------------------

[1] Huang Hua, Huang Hua Memoirs: Contemporary History and Diplomacy of China (Beijing: Foreign Languages Press, 2008), 287, 295-296.
[2] Erza Vogel, Deng Xiaoping and the Transformation of China (Cambridge, MA: The Belknap Press of Harvard University Press, 2011), 200.
[3] Deng Xiaoping, Selected Works of Deng Xiaoping Volume II (1975-1982) (Beijing: Foreign Languages Press, 1984), 7.
[4] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, เรื่องเดียวกัน, 315.
[5] Peking Review, 23 August 1968 (Supplement), 3-4.
[6] Peking Review, 30 August 1969, 34.
[7] Mao Zedong, On Diplomacy, 454.
[8] Peking Review, 12 April 1974 (Supplement), 2.
[9] Peking Review, 4 November 1977, 11.
[10] Ibid., 22-23.
[11] Ibid., 15.
[12] Mao Zedong, On Diplomacy, 387-388.