วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

จีนกับยูโกสลาเวียสมัยติโต (ตอนที่ 2 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตที่ล่าช้าระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย)


“สหายโจวเอินไหลและผู้นำคนอื่นๆ กล่าวว่า ประชาชนจีนและยูโกสลาเวียต่างมีเป้าหมายร่วมกัน

นั่นคือการธำรงสันติภาพของโลกและการสร้างลัทธิสังคมนิยมโดยมีลัทธิมากซ์-เลนินเป็นตัวชี้นำ

บนพื้นฐานดังกล่าว ทั้งสองประเทศน่าจะพัฒนาความร่วมมืออย่างเป็นมิตรและมุ่งไปสู่เป้าหมายแบบสังคมนิยมได้

แต่แล้วการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งปัจจัยจากทั้งภายในและภายนอก

ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่พัฒนาไปอย่างที่ปรารถนาเอาไว้”

อู๋ซิ่วเฉวียน

เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเบลเกรดช่วง ค.ศ. 1955-1958[1]

 

           


                ภาพเหมาเจ๋อตงต้อนรับนักกีฬาจากยูโกสลาเวียเมื่อ ค.ศ. 1956
               (ภาพจาก http://www.jiaxiangwang.com/cn/mao-photos2.htm)

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตที่ล่าช้าระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย

            ยูโกสลาเวียเป็นประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 1918 หลังการล่มสลายของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี อันเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และนับจากนั้นจนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ค.ศ. 1945 ยูโกสลาเวียมิได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐจีน (The Republic of China) ที่นำโดยพรรคกั๋วหมินตั่ง (Guomindang) เลย มีแต่เพียงกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเซี่ยงไฮ้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม นักการทูตของจีนและยูโกสลาเวียมีการติดต่อกันอยู่บ้าง ดังปรากฏหลักฐานว่าใน ค.ศ. 1940 นักการทูตจีน ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี เป็นตัวกลางในการเจรจาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างยูโกสลาเวียกับสหภาพโซเวียต[2] และเมื่อยูโกสลาเวียเปลี่ยนแปลงการปกครองจากราชอาณาจักรมาเป็นรัฐสังคมนิยมที่ชื่อว่า “สหพันธ์สาธารณรัฐประชาชนยูโกสลาเวีย (The Federal People’s Republic of Yugoslavia)” ใน ค.ศ. 1945 หรือที่ต่อมาใน ค.ศ. 1963 เปลี่ยนชื่อเป็น “สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย (The Socialist Federal Republic of Yugoslavia)” รัฐบาลกั๋วหมินตั่งจึงเริ่มสนใจจะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูโกสลาเวียอย่างจริงจัง แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานว่าเหตุใดรัฐบาลกั๋วหมินตั่งจึงสนใจเรื่องดังกล่าว แต่ก็ปรากฏหลักฐานว่าทั้ง 2 ฝ่ายได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันอย่างลับๆ ในวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1947 โดยที่สหภาพโซเวียตให้ความเห็นชอบ[3] แต่แล้วความสัมพันธ์ก็สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1949 เมื่อพรรคกั๋วหมินตั่งพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองจนต้องย้ายไปตั้งรัฐบาลบนเกาะไต้หวัน และยูโกสลาเวียได้หันมารับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน (The People’s Republic of China) ที่สถาปนาโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ กรุงปักกิ่ง

            ในมุมมองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ความสำเร็จของติโต ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวีย (หรือที่ใน ค.ศ. 1952 เปลี่ยนชื่อเป็น “สันนิบาตคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวีย”) ในการปฏิวัติและสถาปนารัฐสังคมนิยมเมื่อ ค.ศ. 1945 นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการปฏิวัติตามประสบการณ์และแนวทางของตนเองโดยไม่ถูกชี้นำจากสหภาพโซเวียต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของเหมาเจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทั้งนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ตีพิมพ์บทความชื่นชมการปฏิวัติของติโตกว่า 600 เรื่อง[4] และในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1947 พรรคได้ส่งหลิวหนิงอี (Liu Ningyi) ประธานสหพันธ์สหภาพแรงงานในเขตปลดปล่อยของจีน (The Federation of Trade Unions of the Liberated Regions of China) เดินทางไปยูโกสาเวียเพื่อทำความรู้จักและสานสัมพันธ์กับติโต ทว่า ความขัดแย้งระหว่างยูโกสลาเวียกับสหภาพโซเวียตในปีถัดมาทำให้การสานสัมพันธ์ดำเนินต่อไปไม่ได้ ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดจากการที่สหภาพโซเวียตต้องการให้ติโตพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้การควบคุมของตนอย่างเข้มงวด ขณะที่ติโตพยายามรักษาความเป็นอิสระ (autonomy) ของยูโกสลาวียเอาไว้และวางแผนจะร่วมมือกับบัลแกเรียเพื่อสร้างค่ายการเมือง (bloc) ของตนเองในคาบสมุทรบอลข่าน ทำให้ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1948 สหภาพโซเวียตประกาศขับไล่ยูโกสลาเวียออกจากองค์การโคมินฟอร์ม และประณามติโตว่าทรยศต่อลัทธิสังคมนิยมและลัทธิสากลนิยม (internationalism)

            ความขัดแย้งระหว่างยูโกสลาเวียกับสหภาพโซเวียตเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังเป็นฝ่ายรุกในสงครามกลางเมืองกับพรรคกั๋วหมินตั่ง เหมาเจ๋อตงตระหนักดีว่าเมื่อมีการสถาปนาประเทศจีนใหม่ภายใต้การปกครองของเขาแล้ว สหภาพโซเวียตจะเป็นที่พึ่งสำคัญของจีนทั้งในด้านการป้องกันภัยคุกคามจากโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และในด้านการฟื้นฟูบูรณะประเทศที่เสียหายจากสงคราม พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงต้องแสดงท่าทีสนับสนุนสหภาพโซเวียต[5] โดยในวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1948 หนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน (เหรินหมินรื่อเป้า) ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคได้ตีพิมพ์บทความชื่อ “ลัทธิสากลนิยมและลัทธิชาตินิยม (Internationalism and Nationalism)” เขียนโดยหลิวเส้าฉี (Liu Shaoqi) แกนนำระดับสูงของพรรค โดยมีใจความตอนหนึ่งประณามติโตว่าเป็นกระบอกเสียงของลัทธิชาตินิยมกระฎุมพีที่แฝงตัวเข้ามาในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพ[6] และข้อเขียนของเหมาเจ๋อตงเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1949 ก็ระบุว่า รัฐบาลยูโกสลาเวียของติโตเป็นลูกสมุนของ “รัฐบาลเผด็จการเบ็ดเสร็จฝ่ายขวา (Rightist totalitarian government ) ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา[7]

            ความสำคัญของสหภาพโซเวียตในสายตาของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้เมื่อมีการสถาปนารัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 จีนไม่กล้าที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูโกสลาเวีย โดยวันที่ 5 ตุลาคมของปีนั้น เมื่อรัฐบาลยูโกสลาเวียส่งโทรเลขมาให้การรับรองรัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ตั้งขึ้นมาใหม่และแสดงความประสงค์จะมีความสัมพันธ์ทางการทูต ทางการจีนก็มิได้ให้คำตอบกลับไป[8] ยูโกสลาเวียจึงเป็นประเทศสังคมนิยมเพียงแห่งเดียวในต้นทศวรรษ 1950 ที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน แต่ยูโกสลาเวียก็ยังสนับสนุนจีนในเวทีองค์การสหประชาชาติ ทั้งการเรียกร้องที่นั่งในองค์การดังกล่าวแทนที่ไต้หวัน และการลงมติอื่นๆ ที่เป็นคุณกับจีนในสงครามเกาหลี (The Korean War ค.ศ. 1950-1953) ต้องรอจนกระทั่งโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ผู้นำของสหภาพโซเวียตถึงแก่อสัญกรรมในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1953 และผู้นำคนใหม่คือ นิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) หันไปสมานไมตรีกับยูโกสลาเวียและเดินทางเยือนกรุงเบลเกรดในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1954 รวมทั้งส่งผู้แทนจากกรุงมอสโกมายังกรุงปักกิ่งเพื่อแจ้งแก่เหมาเจ๋อตงในฤดูใบไม้ร่วงของปีนั้นว่า การที่สหภาพโซเวียตประณามยูโกสลาเวียในอดีตนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง จีนจึงมีความสบายใจที่จะติดต่อกับยูโกสลาเวียจนนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1955  

            จะเห็นได้ว่า ความจำเป็นในการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหภาพโซเวียตเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียเกิดขึ้นอย่างล่าช้า ดังที่เหมาเจ๋อตงเปิดเผยเรื่องนี้ในภายหลังระหว่างการเยือนจีนของผู้แทนสันนิบาตคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวียเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1956 โดยระบุเหตุผลที่ไม่ตอบโทรเลขของยูโกสลาเวียที่ให้การรับรองรัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ ค.ศ. 1949 ว่าเป็นเพราะต้องการลดความหวาดระแวงของสหภาพโซเวียตที่มองว่าตนคือ “ติโตคนที่ 2” ซึ่งหมายถึงผู้นำประเทศสังคมนิยมที่ไม่ยอมเดินตามแนวทางของสหภาพโซเวียต และความหวาดระแวงดังกล่าวเพิ่งมาหมดไปเมื่อจีนเข้าช่วยเหลือเกาหลีเหนือในสงครามเกาหลี ดังความตอนหนึ่งว่า

 

เหตุผลที่เราไม่ตอบรับการรับรองจากคุณก็คือ ตอนนั้นสหายโซเวียตไม่อยากให้เราสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับคุณ ... สหายเอ๋ย ในตอนนั้นถ้าสหภาพโซเวียตแสดงความเห็นใดๆ ออกมา ก็ยากที่เราจะไม่เห็นด้วย มีการพูดกันในขณะนั้นว่า โลกนี้มีติโต 2 คน คนหนึ่งอยู่ที่ยูโกสลาเวีย อีกคนหนึ่งอยู่ที่จีน ... ข้าพเจ้าเคยถามสหายโซเวียตว่า “คุณเคยสงสัยว่าข้าพเจ้าเป็น “กึ่งติโต” ใช่หรือไม่?” มาถึงตอนนี้พวกเขาไม่ยอมรับเสียแล้ว แล้วพวกเขาเลิกตีตราว่าข้าพเจ้าเป็น “กึ่งติโต” ตั้งแต่เมื่อไหร่? ก็ตั้งแต่เราต่อสู้กับลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกันในสงครามเกาหลีนั่นแหละ[9]

           

            ภายหลังจากสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตแล้วเสร็จ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนยูโกสลาเวียก็เป็นไปอย่างราบรื่น การที่จีนส่งอู๋ซิ่วเฉวียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกรรมการกลางพรรคไปเป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเบลเกรดคนแรกนั้นสร้างความประทับใจไม่น้อยแก่ติโต ด้วยแสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับยูโกสลาเวียเป็นพิเศษ[10] แม้จะมีประเด็นที่สร้างความระคายเคืองระหว่างกันอยู่บ้าง เช่น ในระหว่างการมาเยือนจีนของคณะผู้แทนสหภาพแรงงานจากยูโกสลาเวียเพื่อร่วมงานวันแรงงานสากลใน ค.ศ. 1955 แผนที่โลกในแขวนไว้ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งระบุว่า ยูโกสลาเวียเป็นประเทศทุนนิยมและเป็นที่ตั้งของฐานทัพอเมริกัน[11] ซึ่งเข้าใจว่าเป็นแผนที่ที่เขียนขึ้นในช่วงที่จีนยังคงประณามติโตตามอย่างสหภาพโซเวียต เป็นต้น แต่ประเด็นนี้ก็มิได้ลุกลามบานปลายจนกระทบความสัมพันธ์โดยรวม แต่แล้ววิกฤตการณ์ทางการเมืองในยุโรปตะวันออกที่เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1956 จะเป็นชนวนที่นำไปสู่ความร้าวฉานในความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศจนต้องเผชิญหน้ากันและกลายเป็นศัตรูกันที่สุด




[1]  Wu Xiuquan, Eight Years in the Ministry of Foreign Affairs (January 1950 - October 1958) – Memoirs of a Diplomat (Beijing: New World Press, 1985), 120. 
[2] Jovan Cavoski, “Overstepping the Balkan boundaries: The Lesser known history of Yugoslavia’s early relations with Asian countries (new evidence from Yugoslav/Serbian archives),” Cold War History 11 (November 2011): 562.
[3] Ibid.: 561.
[4] Ibid.: 562-563.
[5] Michael H. Hunt, The Genesis of Chinese Communist Foreign Policy (New York: Columbia University Press, 1996), 178-179.
[6] นำมาตีพิมพ์อีกครั้งเป็นจุลสารใน ค.ศ. 1952 ดูใน Liu Shaoqi, Internationalism and Nationalism (Peking: Foreign Languages Press, 1952), available from https://www.marxists.org/reference/archive/liu-shaoqi/1952/internationalism_nationalism/, accessed 1 October 2015.
[7] Mao Zedong, Selected Works of Mao Zedong, Volume IV (Peking: Foreign Languages Press, 1961), 445.
[8] Wu Xiuquan, Ibid., 94-95.
[9] Mao Zedong, On Diplomacy (Beijing: Foreign Languages Press, 1998), 195-196.  
[10] Wu Xiuquan, Ibid., 103
[11] Ibid., 98.

จีนกับยูโกสลาเวียสมัยติโต (ตอนที่ 1 บทนำ)


“พวกลัทธิแก้สมัยใหม่อย่างคณะผู้ปกครองของยูโกสลาเวียนั้นใช้ลัทธิชาตินิยมกระฎุมพีมาคัดค้านลัทธิสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ ใช้ชาติเป็นเครื่องอำพรางเพื่อต่อต้านความเป็นปึกแผ่นแบบสากลนิยม

และกลายเป็นเสียงสะท้อนของลัทธิจักรวรรดินิยมไปอย่างเต็มตัวแล้ว”

เติ้งเสี่ยวผิง, ค.ศ. 1959[1]

 

“นับตั้งแต่พรรคของเราทั้งสองกลับมาติดต่อกันอีกครั้ง ความสัมพันธ์ก็เป็นไปอย่างดีมาก สหายติโตมาเยือนจีนก่อนและเป็นผู้เปิดหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองพรรค ตอนนั้นประธานพรรคของเราคือฮว่ากั๋วเฟิง ส่วนข้าพเจ้าพบกับสหายติโตในฐานะทหารอาวุโส เราสนทนากันอย่างมีไมตรีและตกลงที่จะลืมอดีตเพื่อมุ่งสู่อนาคต ... จริงอยู่ที่การวิเคราะห์อดีตนั้นเป็นสิ่งมีค่า แต่ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ แต่ละพรรคไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่ เล็ก หรือกลางต่างควรเคารพประสบการณ์และการเลือกของพรรคอื่น รวมทั้งหยุดวิจารณ์แนวทางการดำเนินงานของพรรคและประเทศอื่น ... น่าเสียดายที่จีนเองก็เคยทำผิดด้วยการวิจารณ์พรรคอื่นมาก่อน”

เติ้งเสี่ยวผิง, ค.ศ. 1987[2]

 

                                เติ้งเสี่ยวผิงกับติโต เมื่อ ค.ศ. 1977

(ภาพจาก http://cpc.people.com.cn/GB/69112/69113/69685/69697/4724009.html)
 

           

ในยุคสงครามเย็น จีนและยูโกสลาเวียต่างเป็นรัฐสังคมนิยมที่มีลักษณะบางประการคล้ายคลึงกัน ประการแรก การปฏิวัติสังคมนิยมของทั้งสองประเทศเกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของผู้นำอย่างเหมาเจ๋อตง (Mao Zedong) และโยซิฟ บรอส ติโต (Josif Broz Tito) ซึ่งมีฐานสนับสนุนจากมวลชนในชนบท จนมีนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่าการปฏิวัติของทั้งสองประเทศเกิดขึ้นจากการปลุกระดมชาวนา (peasant mobilization) เพื่อต่อสู้กับฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง[3] ซึ่งในกรณีของจีนคือการต่อสู้กับลัทธิแสนยนิยม (militarism) ของญี่ปุ่น และในกรณีของยูโกสลาเวียคือการต่อสู้กับลัทธินาซี (Nazism) ของเยอรมนี ต่างจากรัฐสังคมนิยมส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันออกที่สถาปนาขึ้นด้วยอำนาจทางการทหารของสหภาพโซเวียตในครึ่งหลังของทศวรรษ 1940

ความคล้ายคลึงกันประการที่สองก็คือ หลังการสถาปนารัฐสังคมนิยมในยูโกสลาเวียและจีนเมื่อ ค.ศ. 1945 และ 1949 ตามลำดับ ทั้งสองประเทศต่างดำเนินนโยบายพึ่งพิงสหภาพโซเวียตอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะเกิดความตึงเครียดจนต้องยุติความเป็นพันธมิตรระหว่างกัน ดังจะเห็นได้ว่ายูโกสลาเวียมีความขัดแย้งกับสหภาพโซเวียตจนถูกขับไล่ออกจากองค์การโคมินฟอร์ม (Cominform) ใน ค.ศ. 1948 และถึงแม้ว่าใน ค.ศ. 1954 ทั้งสองฝ่ายจะกลับมาสมานไมตรีกัน แต่ยูโกสลาเวียก็มิได้เป็นประเทศบริวารของสหภาพโซเวียตเฉกเช่นหลายประเทศในยุโรปตะวันออก ขณะที่จีนในปลายทศวรรษ 1950 ก็มีความขัดแย้งกับสหภาพโซเวียตจนกลายเป็นการเผชิญหน้าและแข่งขันกันอย่างยาวนานจนถึงทศวรรษ 1980 จึงมีการปรับปรุงความสัมพันธ์จนเข้าสู่สภาวะปกติ

แม้ว่าจีนและยูโกสลาเวียจะมีลักษณะบางประการที่คล้ายคลึงกันตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในยุคสงครามเย็นกลับไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นและสนิมสนม ดูได้จากภายหลังการสถาปนารัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ผ่านไปไม่ถึง 4 เดือน จีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศสังคมนิยมจำนวน 11 ประเทศ[4] ขาดแต่ยูโกสลาเวียเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะในช่วง ค.ศ. 1949 ถึงกลางทศวรรษ 1950 จีนดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียตซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ แก่จีนเป็นจำนวนมาก จีนจึงไม่กล้าที่จะเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐสังคมนิยมที่เป็นศัตรูกับสหภาพโซเวียตอย่างยูโกสลาเวีย[5] ต้องรอจนกระทั่งสหภาพโซเวียตกับยูโกสลาเวียกลับมาสมานไมตรีกันอีกครั้งใน ค.ศ. 1954 จีนจึงตกลงใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูโกสลาเวียในปีถัดมา   

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตใน ค.ศ. 1955 ก็เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เป็นผลมาจากมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างสองฝ่ายเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของรัฐสังคมนิยมฮังการีที่ต้องการเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1956 กล่าวคือ จีนสนับสนุนการใช้กำลังบุกฮังการีของสหภาพโซเวียตเพื่อสยบความเคลื่อนไหวดังกล่าว ขณะที่ยูโกสลาเวียแม้จะสนับสนุนการใช้กำลังในครั้งนั้น แต่ติโตก็ได้แสดงความเห็นว่ามูลเหตุของความไม่สงบในฮังการีส่วนหนึ่งมาจากการที่สหภาพโซเวียตควบคุมยุโรปตะวันออกอย่างเข้มงวดและกดขี่ ทัศนะดังกล่าวของติโตทำให้จีนมองว่ายูโกสลาเวียกำลังทำลายเอกภาพของโลกสังคมนิยมและเดินไปสู่การเป็นลัทธิแก้ (revisionism)[6] ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียจึงเข้าสู่ความตึงเครียดจนกระทั่งใน ค.ศ. 1958 ทั้งสองฝ่ายได้ลดความสัมพันธ์เหลือแค่ระดับอุปทูต (chargé d’affaires) และการที่การเมืองจีนเข้าสู่สมัยซ้ายจัดในทศวรรษ 1960 จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่าการปฏิวัติวัฒนธรรม (The Cultural Revolution) ใน ค.ศ. 1966 ก็ยิ่งเป็นอุปสรรคที่ทำให้การสมานไมตรีระหว่างสองประเทศไม่อาจเกิดขึ้นได้

ในปลายทศวรรษ 1960 เมื่อกระแสแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนเริ่มแผ่วลง จีนได้หันมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ที่เสียหายไป จีนกับยูโกสลาเวียตัดสินใจกลับมามีความสัมพันธ์ในระดับเอกอัครราชทูตอีกครั้งใน ค.ศ. 1970 และที่สำคัญก็คือการเดินทางเยือนกันและกันของผู้นำระดับสูงสุดของทั้งสองฝ่าย โดยติโตในฐานะประธานาธิบดีและประธานสันนิบาตคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวีย (The League of Communists of Yugoslavia) เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งใน ค.ศ. 1977 และฮว่ากั๋วเฟิง (Hua Guofeng) ประธานพรรคอมมิวนิสต์และนายกรัฐมนตรีของจีนเดินทางเยือนกรุงเบลเกรดเป็นการตอบแทนในปีถัดมา และเมื่อติโตถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1980 ฮว่ากั๋วเฟิงก็ได้เดินทางเยือนกรุงเบลเกรดอีกครั้งเพื่อร่วมในรัฐพิธีศพ

ในปัจจุบัน งานทางวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่นำไปสู่การสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียในช่วงทศวรรษ 1970 มีจำนวนไม่มาก โดยอาจแบ่งข้อสรุปของงานศึกษาเหล่านี้ได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมองว่าจีนกับยูโกสลาเวียหันมาสมานไมตรีกันเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการบุกเชโกสโลวะเกียของสหภาพโซเวียตและการประกาศหลักการเบรชเนฟ (The Brezhnev Doctrine) ใน ค.ศ. 1968 ที่อ้างความชอบธรรมของสหภาพโซเวียตในการใช้กำลังลงโทษประเทศสังคมนิยมอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมนอกลู่นอกทาง[7] ขณะที่งานในกลุ่มที่สองมองว่า จริงอยู่ที่การสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียเริ่มขึ้นในต้นทศวรรษ 1970 เพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่มีนัยสำคัญตราบจนกระทั่งการถึงแก่อสัญกรรมของเหมาเจ๋อตงใน ค.ศ. 1976 และการขึ้นสู่อำนาจของผู้นำคนใหม่อย่างฮว่ากั๋วเฟิงและเติ้งเสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยศึกษาประสบการณ์ของยูโกสลาเวียเป็นตัวอย่าง จนนำไปสู่การเดินทางเยือนกันและกันของผู้นำระดับสูงสุดของทั้ง 2 ฝ่าย[8]

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่งานวิชาการทั้งสองกลุ่มไม่ได้ให้คำอธิบายที่ชัดเจนก็คือ ในบริบทของทศวรรษ 1970 ที่รัฐธรรมนูญของจีนฉบับ ค.ศ. 1975 และฉบับ ค.ศ. 1978 ล้วนแต่เน้นย้ำให้เชิดชูลัทธิสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ (proletarian internationalism) ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ อีกทั้งผู้นำสูงสุดของจีนในขณะนั้นคือเหมาเจ๋อตงและฮว่ากั๋วเฟิงต่างก็เป็นผู้นำรุ่นนักปฏิวัติและยังคงมีนโยบายสนับสนุนขบวนการฝ่ายซ้ายในการทำสงครามในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกนั้น ทางการจีนอธิบายหรือสร้างความสมเหตุสมผลอย่างไรในการสมานไมตรีกับยูโกสลาเวียซึ่งเป็นประเทศที่ตนตราหน้าว่า “ลัทธิแก้” โดยไม่ขัดกับกรอบอุดมการณ์ที่กำหนดโดยลัทธิมากซ์-เลนิน (Marxism – Leninism)




[1] Teng Hsiao-ping, “The Great Unity of the Chinese People and the Great Unity of the Peoples of the World,” in Ten Glorious Years, 1949-1959 (Beijing: Foreign Languages Press, 1960), 102.
[2] Deng Xiaoping, Selected Works of Deng Xiaoping Volume III (1982-1992) (Beijing: Foreign Languages Press, 1994), 234.
[3] Chalmers A. Johnson, Peasant Nationalism and Communist Power: The Emergence of Revolutionary China 1937-1945 (Stanford: Stanford University Press, 1962), 156-175.
[4] ได้แก่ สหภาพโซเวียต บัลแกเรีย โรมาเนีย ฮังการี เกาหลีเหนือ เชโกสโลวะเกีย โปแลนด์ มองโกเลีย เยอรมนีตะวันออก แอลเบเนีย และเวียดนาม  
[5] จางเหมี่ยนลี่, “จงกั๋วอวี่หนานซือลาฟูเจี้ยนเจียวสื่อม่อ,” (กระบวนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย) ตางไต้จงกั๋วสื่อเหยียนจิว (วารสารประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัยศึกษา) 13 (พฤษภาคม 2006): 93-100.
[6] Roderick MacFarquhar, The Origins of the Cultural Revolution 1: Contradictions among the People 1956-1957 (New York: Columbia University Press, 1974), 171-174.
[7] ตัวอย่างงานในกลุ่มแรกคือ A Ross Johnson, “Yugoslavia and the Sino-Soviet Conflict: The Shifting Triangle, 1948-1974,” Studies in Comparative Communism 7 (Spring-Summer, 1974); 184-203; Harish Kapur, Distant Neighbours: China and Europe (London: Pinter Publishers, 1990), 108-117; เซียวจงจื้อ, “ซื่อลุ่นจงกั๋วอวี่หนานซือลาฟูกวานซี่เตอะเหยี่ยนเปี้ยนจี๋เฉิงอิน,” (ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงและปัจจัยที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย) ต๋างสื่อเหยียนจิวอวี่เจี้ยวเสวีย (วารสารการวิจัยและการสอนประวัติศาสตร์พรรค) 3 (1999): 31-35; กุ้ยชาง, จงกั๋วอวี่หนานซือลาฟูกวานซี่จงเตอะซูเหลียนยินซู่ (ปัจจัยโซเวียตในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย) (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยการต่างประเทศจีน, 2007), 29-34.  
[8] ตัวอย่างงานกลุ่มที่สองคือ David A. Andelman, “China’s Balkan Strategy,” International Security 4 (Winter 1979/80): 60-79; Melvin Gurtov and Byong-Moo Hwang, China under Threat: The Politics of Strategy and Diplomacy (Baltimore: Johns Hopkins University Press, 1980), 254-255; David Shambaugh, “China and Europe,” Annals of the American Academy of Political and Social Science 519 (January 1992): 101-114. 

วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือยุคหลังสงครามเย็น (ตอนที่ 19)


จีนกับการสืบทอดอำนาจทางการเมืองในเกาหลีเหนือจากคิมจองอิลสู่คิมจองอึน

 

            คิมจองอิลมีอายุครบ 60 ปีใน ค.ศ. 2002 เดิมผู้สังเกตการณ์เกาหลีเหนือวิเคราะห์ว่าคิมจองอิลน่าจะให้บุตรชายคนโตนามว่า คิมจองนาม (Kim Jong Nam เกิด ค.ศ. 1971) ซึ่งเกิดจากซงเฮริม (Song Hye Rim) เป็นผู้สืบทอดอำนาจทางการเมือง หากแต่จุดอ่อนของคิมจองนามก็คือการที่ซงเฮริมผู้เป็นมารดาเคยแต่งงานมาแล้วและไม่ได้รับการยอมรับจากคิมอิลซุงให้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และเมื่อซงเฮริมเสียชีวิตใน ค.ศ. 2002 ทางการเกาหลีเหนือได้เริ่มสร้างลัทธิบูชาบุคคลให้กับโกยองฮี (Ko Young Hee) ภรรยาอีกคนหนึ่งของคิมจองอิล ทำให้มีการคาดหมายกันว่าผู้ที่จะสืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อไปน่าจะเป็นบุตรชายคนใดคนหนึ่งของนางซึ่งได้แก่ คิมจองโชล (Kim Jong Chol เกิด ค.ศ. 1981) และคิมจองอึน (Kim Jong Un เกิด ค.ศ. 1983)[1] อย่างไรก็ตาม เมื่อคิมจองอิลล้มป่วยด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008 ก็ยังไม่มีการกำหนดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผู้สืบทอดอำนาจทางการเมือง

การล้มป่วยหนักของคิมจองอิลโดยที่ยังไม่มีการกำหนดทายาททางการเมืองอย่างชัดเจน รวมทั้งการยุตินโยบายตะวันฉายของเกาหลีใต้และวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ที่ยังไม่คลี่คลายได้สร้างความกังวลใจให้กับจีนเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองในเกาหลีเหนือและสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี จีนจึงมีปฏิกิริยาต่อการปล่อยดาวเทียมของเกาหลีเหนือในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 2009 อย่างระมัดระวังและหลีกเลี่ยงที่จะเพิ่มแรงกดดันเกาหลีเหนือ โดยเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้จัดการประชุมด่วนในบ่ายวันนั้น ซูซาน ไรซ์ (Susan Rice) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำองค์การสหประชาชาติที่เรียกร้องให้คณะมนตรีฯ “ดำเนินการร่วมกันอย่างแข็งขัน (strong collective action)” ต่อเกาหลีเหนือ อีกทั้งยังได้ประสานงานกับสหราชอาณาจักรฯ และเกาหลีใต้ในการร่างมติลงโทษเกาหลีเหนือเอาไว้แล้ว[2] แต่จางเย่สุ้ย (Zhang Yesui) เอกอัครราชทูตจีนประจำองค์การสหประชาชาติก็ขอให้คณะมนตรีฯ มีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างระมัดระวังและในระดับที่เหมาะสม (cautious and proportionate)[3] ทำให้ในที่สุดคณะมนตรีฯ จึงออกแต่เพียงแถลงการณ์ของประธาน (presidential statement) ในวันที่ 13 เมษายนโดยเรียกร้องให้เกาหลีเหนือเคารพมติที่ 1718 และสนับสนุนให้ใช้การประชุมษัฏภาคีในการเจรจาแก้ไขปัญหา[4]

แม้ว่าจีนจะหันมากดดันเกาหลีเหนือมากยิ่งขึ้นหลังการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2009 โดยร่วมมือกับสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในมติที่ 1874 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนของปีนั้นเพื่อการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการงดซื้อขายอาวุธทุกชนิดกับเกาหลีเหนือ (ยกเว้นอาวุธเบา) การห้ามให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เกาหลีเหนือ (ยกเว้นความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมและการพัฒนาในทางพลเรือน) แต่จีนยังคงจุดยืนเดิมที่ไม่สนับสนุนการใช้มาตรการทางทหารกับเกาหลีเหนือโดยระบุว่าอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ข้อกังวลด้านความมั่นคงที่มีเหตุผล และสิทธิในการพัฒนาของเกาหลีเหนือในฐานะประเทศเอกราชและสมาชิกองค์การสหประชาชาตินั้นเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความเคารพ และควรใช้การเจรจาเพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ[5] ต่อมาเมื่อเกาหลีเหนือทดลองยิงขีปนาวุธจำนวน  7 ลูกลงในทะเลญี่ปุ่นอีกในวันที่ 4 กรกฎาคมของปีเดียวกันซึ่งตรงกับวันชาติสหรัฐอเมริกา จีนก็ยังคงขอให้ทุกฝ่ายสงบนิ่งและมีความยับยั้งชั่งใจ[6] และในระหว่างการเยือนสหรัฐอเมริกาของสวีไฉโห้ว (Xu Caihou) รองประธานกรรมาธิการทหารแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนตุลาคมของปีนั้น โรเบิร์ต เกตส์ (Robert Gates) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาได้ถือโอกาสหารือเกี่ยวกับมาตรการที่จะใช้ในการรับมือกับเกาหลีเหนือ แต่สวีไฉโห้วตอบแต่เพียงสั้นๆ ว่า “ขอบคุณสำหรับความเห็นของคุณเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ”[7]

ความพยายามของจีนที่จะลดแรงกดดันต่อเกาหลีเหนือเพื่อประคับประคองสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีเอาไว้ให้มีเสถียรภาพมากที่สุดในยามที่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจในกรุงเปียงยางนั้นเห็นได้ชัดอีกครั้งหลังการจมของเรือโชนัน (Cheonan) ของกองทัพเรือเกาหลีใต้ในทะเลเหลืองเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2010 ซึ่งมีลูกเรือเสียชีวิต 46 คน และคณะผู้เชี่ยวชาญจากเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และสวีเดนได้เสนอรายงานการสืบสวนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมของปีนั้นโดยสรุปว่าเรือลำดังกล่าวถูกยิงโดยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำของเกาหลีเหนือ แต่หม่าจาวซวี่ (Ma Zhaoxu) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกลับระบุว่าเรื่องดังกล่าวมีความซับซ้อนและจีนก็ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง จีนจึงต้องรับฟังและประเมินข้อมูลจากฝ่ายต่างๆ อย่างรอบด้าน[8]




โจวหย่งคัง (คนที่สองจากขวา) กรรมการประจำกรมการเมืองของจีนเยือนกรุงเปียงยางเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2010


การสืบทอดอำนาจทางการเมืองในเกาหลีเหนือมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อพรรคกรรมกรเกาหลีจัดประชุมสมัชชาพรรคครั้งแรกในรอบ 30 ปีในวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 2010 โดยคิมจองอึน บุตรชายคนเล็กของคิมจองอิลได้รับการประดับยศเป็นนายพลและดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางของพรรค ซึ่งเท่ากับว่าเขาคือว่าที่ผู้นำรุ่นต่อไป และเกาหลีเหนือก็ได้เชิญผู้นำระดับสูงของจีนให้ไปร่วมงานฉลอง 65 ปีของพรรคกรรมกรเกาหลีในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน ซึ่งจีนได้ส่งโจวหย่งคัง (Zhou Yongkang) กรรมการประจำกรมการเมืองและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพิทักษ์สันติราษฎร์เดินทางไปร่วมงานโดยได้รับเกียรติให้ยืนติดกับคิมจองอิลในพิธีสวนสนาม[9] ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำระดับสูงของจีนได้พบกับคิมจองอึน และด้วยเหตุที่จีนต้องการให้การสืบทอดอำนาจในเกาหลีเหนือดำเนินไปอย่างราบรื่น จีนจึงละเว้นการกดดันเกาหลีเหนือที่ยิงถล่มเกาะยอนเปียง (Yeonpyeong) ของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนของปีนั้นจนมีผู้เสียชีวิต 4 คน โดยหงเหล่ย (Hong Lei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้แต่ออกมาแสดงความเสียใจต่อสูญเสียที่เกิดขึ้น และเมื่อนักข่าวถามว่าควรนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือไม่ เขาก็ตอบแต่เพียงว่าเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ควรใช้การเจรจาพูดคุยกัน[10] ต่อมาในการเดินทางเยือนเกาหลีเหนือของเมิ่งเจี้ยนจู้ (Meng Jianzhu) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพิทักษ์สันติราษฎร์ของจีนเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 เขาก็ได้แสดงความชื่นชมต่อการที่เกาหลีเหนือสามารถจัดการเรื่องผู้สืบทอดอำนาจได้สำเร็จ[11] ซึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับสถานะว่าที่ผู้นำของคิมจองอึนนั่นเอง
 
            ข้อที่น่าสังเกตก็คือ การส่งบุคคลอย่างโจวหย่งคังและเมิ่งเจี้ยนจู้ซึ่งดูแลกระทรวงพิทักษ์สันติราษฎร์ไปเยือนเกาหลีเหนือนั้นสะท้อนให้เห็นความกังวลลึกๆ ของจีนเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจในเกาหลีเหนือ ซึ่งถ้าเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นก็อาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพในเกาหลีเหนือและอาจมีผู้ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือเข้ามาในจีนมากขึ้น ซึ่งการจัดการกับผู้ลี้ภัยเหล่านี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงพิทักษ์สันติราษฎร์ ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะผู้นำของจีนยังไม่รู้จักกับคิมจองอึนเป็นการส่วนตัวมากเพียงพอ แม้จะมีรายงานข่าวจากเกาหลีใต้ว่าคิมจองอึนเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อทำความรู้จักกับผู้นำของจีนในเดือนเมษายน ค.ศ. 2011[12] แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันการเดินทางดังกล่าวจากทั้งสื่อของจีนและสื่อของเกาหลีเหนือ และมีหลักฐานแต่เพียงว่าเขาเดินทางไปรับประทานอาหารเย็นพร้อมกับบิดา ณ สถานทูตจีนในกรุงเปียงยางเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2011[13] อย่างไรก็ตาม เมื่อคิมจองอิลวัย 69 ปีถึงแก่อสัญกรรมด้วยอาการหัวใจวายในวันที่ 17 ธันวาคมของปีเดียวกัน จีนซึ่งต้องการให้การสืบทอดอำนาจในเกาหลีเหนือเป็นไปอย่างราบรื่นก็รีบรับรองผู้นำคนใหม่อย่างคิมจองอึน โดยในวันที่ 19 ธันวาคมของปีนั้น หยางเจี๋ยฉือ (Yang Jiechi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้แสดงความเชื่อมั่นกับปักเมียงโฮ (Pak Myong Ho) อุปทูตเกาหลีเหนือประจำประเทศจีนว่า ประชาชนชาวเกาหลีเหนือภายใต้การนำของคิมจองอึนจะประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์สังคมนิยมและเกิดสันติภาพและเสถียรภาพที่ยั่งยืนบนคาบสมุทรเกาหลี[14]

 
----------------------------


[1] Seong – Chang Cheong, “A Study on North Korea’s Power Succession in Kim Jong Il’s Regime,” East Asian Review 17, no. 1 (Spring 2005): 24-25.
[2] “UN Security Council meets on DPRK rocket launch,” Xinhua News Agency, 6 April 2009, available from http://news.xinhuanet.com/english/2009-04/06/content_11136566.htm, accessed 1 May 2014.
[3] Ibid.
[4] “UN Security Council Statement on N. Korea,” Reuters, 14 April 2009, available from http://in.reuters.com/article/2009/04/13/korea-north-un-text-idINN1333144920090413, accessed 1 May 2014. 
[5] “Security Council, acting unanimously, condemns in strongest terms Democratic People’s Republic of Korea nuclear test, toughens sanctions,” UN News Centre, 12 June 2009, available from http://www.un.org/News/Press/docs//2009/sc9679.doc.htm, accessed 1 May 2014. 
[6] “China hope relevant sides of Korea nuke issue remain calm, restraint,” Xinhua News Agency, 5 July 2009, available from http://news.xinhuanet.com/english/2009-07/05/content_11655220.htm, accessed 1 May 2014.
[7] Robert. M. Gates, Duty: memoirs of a Secretary at war (New York, NY: Alfred A. Knof, 2014), 414.
[8] “Foreign Ministry Spokeperson Ma Zhaoxu’s Regular Press Conference on May 27, 2010,” Embassy of the People’s Republic of China in the Federal Republic of Germany, available from http://de.chineseembassy.org/det/fyrth/t705632.htm, accessed 31 May 2014.
[9] “Senior Chinese official observes DPRK grand parade,” Xinhua News Agency, 10 October 2010, available from http://www.china.org.cn/world/2010-10/10/content_21093037.htm, accessed 31 May 2014.
[10] “Hong Lei, China’s Response to the Yeonpyeong Island Incident, November 25, 2010,” University of Southern California’s US-China Institute, available from http://china.usc.edu/Default.aspx, accessed 31 May 2014.  
[11] Jeremy Laurence, “China openly backs North Korea succession plan – report,” Reuter, 15 February 2011, available from http://uk.reuters.com/article/2011/02/15/uk-korea-north-idUKTRE71E0J120110215, accessed 31 May 2014.
[12] “หานเหมยเชิงจินเจิ้งเอินซื่อเยว่เจียงตานตู่ฝ่างฮว๋า,” (สื่อเกาหลีใต้รายงานว่าคิมจองอึนจะเดินทางเยือนจีนคนเดียวในเดือนเมษายน) ข่าวบีบีซี (ภาคภาษาจีน), สืบค้นจาก http://www.bbc.co.uk/zhongwen/simp/world/2011/03/110326_brief_nkorea_china_kim.shtml, เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2014.
[13] Peter M. Beck, “North Korea in 2011: The Next Kim Takes the Helm,” Asian Survey 52 (January/February 2012): 68.
[14] “China expresses condolences on Kim’s death,” China Daily, 19 December 2011, available from http://www.chinadaily.com.cn/china/2011-12/19/content_14288718.htm, accessed 31 May 2014.