วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ปักกิ่งปะทะฮาวานา: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 – 1995 (ตอนที่ 3 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับคิวบาเมื่อ ค.ศ. 1960)


การปฏิวัติในคิวบาเมื่อ ค.ศ. 1959 เกิดขึ้นภายใต้บริบทของสงครามเย็นที่จีนกับสหรัฐอเมริกาเป็นศัตรูกัน และข้อเท็จจริงที่ว่าจีนในทศวรรษ 1950 ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในลาตินอเมริกาซึ่งเป็น “สนามหลังบ้าน” ของสหรัฐฯ เลยนั้น ทำให้จีนสนใจในรัฐบาลใหม่ของคิวบาซึ่งมีจุดยืนต่อต้านสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก เหมาเจ๋อตงบอกกับลาซาโร คาร์เดนาส (Lázaro Cárdenas) อดีตประธานาธิบดีเม็กซิโกที่เดินทางเยือนจีนเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1959 ว่า “ข้าพเจ้าคิดว่ากรณีของคิวบาถือเป็นเหตุการณ์ใหญ่ในปัจจุบัน ชาวเอเชียควรช่วยพวกเขาต่อต้านสหรัฐอเมริกา”[1] ต่อมาในวันที่ 25 ของเดือนนั้น ทางการจีนได้จัดการรณรงค์มวลชนเพื่อแสดงพลังสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนชาวคิวบาและต่อต้านสหรัฐฯ ขึ้นที่กรุงปักกิ่ง และบรรดาองค์กรต่างๆ ที่อยู่ในการควบคุมของทางการจีน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการประชาชนจีนเพื่อสันติภาพของโลก (The Chinese People’s Committee for World Peace) ปวงสหพันธ์แรงงานแห่งประเทศจีน (The All-China Federation of Trade Unions) ปวงสหพันธ์สตรีแห่งประเทศจีน (The All-China Women’s Federation) และปวงสหพันธ์เยาวชนจีน (The All-China Youth Federation) ต่างพากันส่งสารแสดงความยินดีไปยังรัฐบาลใหม่ของคิวบา[2]





การ์ตูนล้อเลียนสหรัฐอเมริกาที่กำลังต่อสู้กับจีนและคิวบา

ที่มาของภาพ: Peking Review, 4 October 1960, 47.




            อย่างไรก็ตาม จีนยังคงไม่แน่ใจนักว่าคิวบาภายใต้ระบอบใหม่จะเดินไปทิศทางใด เพราะแม้ว่าตั้งแต่ครึ่งหลังของทศวรรษ 1950 พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเริ่มติดต่ออย่างเป็นทางการกับพรรคคอมมิวนิสต์ในลาตินอเมริกา แต่ในกรณีของคิวบานั้น พรรคที่จีนติดต่อมาตลอดและเคยเชิญผู้แทนมาร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 8 ณ กรุงปักกิ่งเมื่อ ค.ศ. 1956 ก็คือ พรรคสังคมนิยมประชาชนคิวบา (Partido Socialista Popular – PSP) ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับขบวนการ 26 กรกฎาคม (Movimiento 26 de Julio) ของฟิเดล คาสโตรที่ก่อการปฏิวัติ และในช่วง ค.ศ. 1959 - 1960 ฟิเดล คาสโตรก็มิได้ประกาศชัดว่าตนเองจะนำคิวบาเดินไปบนเส้นทางของลัทธิสังคมนิยม จนกระทั่งหลังจากความพยายามของสหรัฐอเมริกาในการบุกอ่าวหมูเพื่อโค่นระบอบใหม่ของคิวบาในเดือนเมษายน ค.ศ. 1961 ประสบความล้มเหลว ฟิเดล คาสโตรซึ่งต้องการหลักประกันด้านความมั่นคงจากประเทศมหาอำนาจค่ายสังคมนิยมจึงประกาศว่าคิวบาเป็นรัฐสังคมนิยมอย่างชัดเจนในสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสวันแรงงานในเดือนถัดมา[3] และประกาศตนเป็นนักลัทธิมากซ์-เลนินในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน[4]

            ความไม่ชัดเจนในช่วงต้นว่ารัฐบาลคิวบาในระบอบใหม่จะเดินบนเส้นทางของลัทธิสังคมนิยมหรือไม่นั้นทำให้สิ่งพิมพ์ของทางการจีนในต้นทศวรรษ 1960 กล่าวถึงแต่การปฏิวัติคิวบาในแง่ของความรักชาติและการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมเป็นหลัก โดยไม่กล่าวถึงลัทธิสังคมนิยมเลย[5] และแม้กระทั่งเมื่อฟิเดล คาสโตรประกาศชัดเจนใน ค.ศ. 1961 แล้วว่า คิวบาจะเดินบนเส้นทางของลัทธิสังคมนิยม ทางการจีนก็ยังไม่ได้ยอมรับเรื่องดังกล่าวในทันที ดูได้จากการสนทนาระหว่างเหมาเจ๋อตงกับยาสุอิ คาโอรุ (Yusui Kaoru) ประธานสมาคมต่อต้านระเบิดนิวเคลียร์และระเบิดไฮโดรเจนของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1962 ที่เหมาได้กล่าวว่า

 

คุณถามข้าพเจ้าถึงลักษณะของการปฏิวัติในคิวบา ข้าพเจ้ามองว่าการปฏิวัติในคิวบาเป็นการปฏิวัติแบบประชาธิปไตยชาตินิยม เป็นการปฏิวัติแบบชาตินิยมที่ต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกัน และต่อสู้กับระบอบบาติสตา พวกนายทุนที่เป็นนายหน้า และพวกศักดินา นับจากนี้คิวบาจะเดินไปทางใดนั้นคงต้องเฝ้าดูต่อไป[6] 

 

            นอกจากนี้ คิวบาภายใต้ระบอบใหม่ก็ยังมิได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันในทันที และเดิมเมื่อมีการเสนอร่างมติเกี่ยวกับการให้สาธารณรัฐประชาชนจีนมีที่นั่งแทนสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เข้าสู่ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ คิวบาในระบอบบาติสตาก็จะลงมติคัดค้านเป็นประจำ แต่ใน ค.ศ. 1959 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนของคิวบาในระบอบใหม่เข้าประชุม คิวบาก็มิได้สนับสนุนร่างมติดังกล่าว แต่กลับงดออกเสียง[7] และด้วยปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เองที่ทำให้ทางการจีนมิได้กระตือรือร้นที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับคิวบาในทันที หากแต่จะเริ่มต้นทำความรู้จักกับคิวบาในระบอบใหม่โดยอาศัยช่องทางกึ่งทางการไปพลางก่อน สอดคล้องกับข้อสังเกตของนักวิชาการเกี่ยวกับลักษณะสำคัญของการทูตจีน นั่นคือ การใช้โวหารทางการเมืองที่โดดเด่น แต่กลับดำเนินการทูตแบบเงียบๆ ไม่ให้เป็นที่สังเกต และในกรณีของคิวบานั้น จีนเริ่มต้นด้วยท่าทีที่อดทนและระมัดระวัง[8]

            ช่องทางกึ่งทางการที่จีนใช้ในการติดต่อกับคิวบาก็คือ สำนักข่าวซินฮว๋า (The Xinhua News Agency) โดยในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1959 จีนได้ติดต่อขอตั้งสาขาของสำนักข่าวดังกล่าว ณ กรุงฮาวานา ซึ่งฝ่ายคิวบาก็ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว นักข่าวของซินฮว๋าจึงเริ่มปฏิบัติงานที่นั่นในเดือนถัดมา[9] และในเดือนกรกฎาคมของปีนั้น ราอุล คาสโตร (Raul Castro) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของคิวบาได้เสนอให้จีนส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความสำคัญมารับตำแหน่งหัวหน้าสาขาของสำนักข่าวดังกล่าว โดยขอให้ทำหน้าที่เสมือนสถานทูต[10] ในที่สุดก็มีการตั้งสำนักงานสาขาอย่างเป็นทางการ ณ กรุงฮาวานาในเดือนธันวาคมของปีนั้น นับเป็นครั้งแรกที่สำนักข่าวซินฮว๋ามีสาขาอยู่ในซีกโลกตะวันตก (หมายถึงทวีปอเมริกาทั้งหมด) และในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1960 จีนส่งเจิงเทา รองเลขาธิการพรรคประจำนครเซี่ยงไฮ้ซึ่งมีความใกล้ชิดกับจอมพลเฉินอี้ (Chen Yi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นให้ไปรับตำแหน่งหัวหน้าสาขาของสำนักงานดังกล่าว

            แม้จะยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ แต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศก็ได้เริ่มขึ้นแล้วใน ค.ศ. 1959 การที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบาทำให้คิวบาขาดแคลนรายได้ที่เคยมีจากการส่งออกน้ำตาล จีนจึงได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือ โดยในเดือนธันวาคมของปีนั้น จีนตกลงซื้อน้ำตาลจากคิวบาเป็นจำนวน 50,000 ตัน[11] ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1960 หลูซวี่จาง (Lu Xuzhang) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศของจีนได้เดินทางเยือนคิวบา โดยมีลงนามในข้อตกลงการค้า 5 ปี ข้อตกลงเกี่ยวกับการชำระเงิน และข้อตกลงอื่นๆ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวม 13 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง และจีนตกลงซื้อน้ำตาลจากคิวบาอีก 500,000 ตัน แลกกับการที่คิวบาซื้อข้าวและของใช้ในชีวิตประจำวันจากจีน[12]

            ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานว่าจีนกับคิวบามีการเจรจาอะไรกันบ้างหรือไม่ก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ บันทึกความทรงจำของเจ้าหน้าที่จีนที่ปฏิบัติงาน ณ กรุงฮาวานาใน ค.ศ. 1960 อย่างเจิงเทาและหวงจื้อเหลียงต่างระบุตรงกันว่า การสถาปนาความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเรื่องกะทันหันที่เกิดจากการริเริ่มของฝ่ายคิวบาโดยไม่แจ้งให้จีนทราบล่วงหน้า[13] กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ของของจีนที่ทำงานในกรุงฮาวานาได้รับคำเชิญให้ไปร่วมงานปราศรัยของฟิเดล คาสโตร ณ จัตุรัสแห่งการปฏิวัติในกรุงฮาวานาเมื่อวันที่ 2 กันยายนของปีนั้น โดยมีประชาชนมาร่วมฟังปราศรัยกว่า 1 ล้านคน และ ณ ที่แห่งนั้นเองที่ฟิเดล คาสโตรก็ประกาศว่าคิวบาจะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน โดยประชาชนที่อยู่ ณ จัตุรัสต่างส่งเสียงยินดี และทางการคิวบายังได้นำเนื้อหาในคำปราศรัยดังกล่าวมาตีพิมพ์เป็นเอกสารที่ชื่อ แถลงการณ์ฮาวานา (The Declaration of Havana) ความตอนหนึ่งว่า

 

สมัชชาแห่งชาติของประชาชนคิวบาให้ความเห็นชอบกับนโยบายที่จะเป็นมิตรกับประชาชนทั่วโลก ยืนยันความประสงค์ที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศสังคมนิยมทั้งหลาย และนับจากนี้ไป โดยอาศัยอำนาจอธิปไตยอันสมบูรณ์และเจตจำนงอิสระ ขอแจ้งให้รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนทราบว่า เราตกลงจะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ดังนั้น เราจึงขอตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลหุ่นเชิดในฟอร์โมซาที่มีกองเรือที่เจ็ดคุ้มครองอยู่[14]

 

แม้จีนอาจจะไม่ทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อนล่วงหน้า แต่อย่างน้อยการที่แถลงการณ์ดังกล่าวระบุชัดเจนว่าคิวบาจะยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันก็ตรงกับเงื่อนไขเบื้องต้นที่จีนใช้ในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆ มาตั้งแต่ ค.ศ. 1949 ดังนั้น ในวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1960 จีนกับคิวบาจึงได้ลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ โจวเอินไหล (Zhou Enlai) นายกรัฐมนตรีของจีนส่งสารถึงฟิเดล คาสโตรแสดงความยินดีที่สองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตได้กันสำเร็จ และยังระบุด้วยว่าหากมีความจำเป็น รัฐบาลและประชาชนจีนก็ยินดีจะให้ความช่วยเหลืออย่างสุดกำลังแก่ประชาชนชาวคิวบาในการต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระเสรี[15] ขณะที่นิตยสาร ปักกิ่วรีวิว ของทางการจีนฉบับวันที่ 4 ตุลาคมของปีนั้นก็ตีพิมพ์บทความแสดงความยินดีกับเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่าแม้จะอยู่ห่างไกลกัน แต่จีนกับคิวบาก็เปรียบเสมือนเพื่อนสนิทเนื่องจากมีศัตรูเดียวกัน นั่นคือ ลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกัน[16] และนิตยสารฉบับนั้นยังตีพิมพ์การ์ตูนล้อเลียนสหรัฐอเมริกาว่าเหมือนดอน กิโฆเต (Don Quixote) ตัวละครในวรรณกรรมของสเปน ซึ่งกำลังต่อสู้กับจีนและคิวบาที่เป็นกังหันลม โดยเข้าใจผิดว่ากังหันลมดังกล่าวเป็นยักษ์ (ดูภาพประกอบ)     



----------------------------------------------------------------

[1] สวีซื่อเฉิง, เรื่องเดียวกัน, 291.
[2] เพิ่งอ้าง, 291.
[3] Fidel Castro, “May Day Celebration (1961): Cuba is a Socialist Nation,” speech on 1 May 1961, available from Castro Internet Archive https://www.marxists.org/history/cuba/archive/castro/1961/05/01.htm, accessed 12 February 2017. 
[4] “Castro declares himself a Marxist-Leninist,” available from http://www.history.com/this-day-in-history/castro-declares-himself-a-marxist-leninist; accessed 12 February 2017.
[5] ตัวอย่างเช่น Peking Review, 21 April 1961 (Supplement).
[6] จงฮว๋าเหรินหมินก้งเหอกั๋วว่ายเจียวปู้ จงก้งจงยางเหวินเสี้ยนเหยียนจิวซื่อ บก., เหมาเจ๋อตงว่ายเจียวเหวินเสวี่ยน (สรรนิพนธ์การทูตของเหมาเจ๋อตง) (เป่ยจิง: จงก้งเหวินเสี้ยนชูป่านเส้อ ซื่อเจี้ยจือซื่อชูป่านเส้อ, 1995), 488.
[7] Yu San Wang, “The Republic of China’s Relations with Latin America,” in Foreign Policy of the Republic of China on Taiwan: An Unorthodox Approach, ed. Yu San Wang (New York: Praeger, 1990), 158.  
[8] Xiaohong Liu, Chinese Ambassadors: The Rise of Diplomatic Professionalism since 1949 (Seattle, WA: University of Washington Press, 2001), 221, footnote 12.
[9] Cheng, ibid., 81.
[10] สวีซื่อเฉิง, เรื่องเดียวกัน, 292.
[11] เพิ่งอ้าง, 292.
[12] เพิ่งอ้าง, 292.
[13] เจิงเทา, เรื่องเดียวกัน; หวงจื้อเหลียง, เรื่องเดียวกัน, 82-86.
[14] “The Havana Declaration, September 2, 1960,” in Castro Speech Database http://lanic.utexas.edu/project/castro/db/1960/19600902-2.html; accessed 16 February 2017.
[15] จูเสียงจง, เรื่องเดียวกัน, 9.
[16] Peking Review, 4 October 1960, 46-47.

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ปักกิ่งปะทะฮาวานา: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 – 1995 (ตอนที่ 2 ภูมิหลังของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาก่อนการปฏิวัติของฟิเดล คาสโตร)


            ชาวจีนเดินทางไปเป็นแรงงานในภูมิภาคลาตินอเมริกามาเป็นเวลานานแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อสเปนซึ่งเข้ามาตั้งอาณานิคมในภูมิภาคดังกล่าวได้ใช้เมืองอาคาปัลโก (Acapulco) ของเม็กซิโกเป็นเมืองท่าหลักในการทำการค้ากับจีนผ่านเมืองมะนิลาของฟิลิปปินส์ตั้งแต่ ค.ศ. 1565 และในบันทึกของอเล็กซานแดอร์ วอน ฮัมโบลท์ (Alexander von Humboldt) นักภูมิศาสตร์ชาวปรัสเซียซึ่งเดินทางสำรวจภูมิภาคลาตินอเมริกาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้ระบุว่าพบแรงงานชาวจีนในเกาะคิวบา[1] แต่ก็ยังมีจำนวนน้อยมากจนกระทั่งในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อการผลิตน้ำตาลในคิวบาเฟื่องฟูจนกลายเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของโลก และแรงงานทาสผิวดำที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ[2] สเปนจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าแรงงานจากจีนอย่างจริงจัง

การมาถึงขนานใหญ่ของชาวจีนเริ่มต้นใน ค.ศ. 1847 เมื่อแรงงานจากเมืองเซี่ยเหมินในมณฑลฝูเจี้ยนจำนวน 571 คนเดินทางมายังคิวบา นับจากนั้นจนถึง ค.ศ. 1874 ก็มีการแรงงานจีนเดินทางมายังคิวบาจำนวนรวมประมาณ 126,000 คน[3] ความสำคัญของแรงงานจีนต่อเศรษฐกิจของคิวบานั้นดูได้จากในทศวรรษ 1870 ที่การผลิตน้ำตาลต้องอาศัยแรงงานจีนถึงร้อยละ 40 ของแรงงานทั้งหมด และจำนวนชาวจีนคิดเป็นร้อยละ 3 ของจำนวนประชากรคิวบาทั้งหมดในขณะนั้น[4] ขณะเดียวกันก็มีชาวจีนบางส่วนที่ผันตนเองจากการเป็นแรงงานมาประกอบอาชีพส่วนตัวจนเริ่มมีชุมชนจีนชานเมืองฮาวานาในทศวรรษ 1860 พวกเขาเหล่านี้ประกอบกิจการร้านอาหาร ร้านขายของชำ ร้านขายผักและผลไม้ ร้านขายสินค้าหัตถกรรม ร้านขายยาจีน รวมทั้งยังมีการตั้งสมาคมและเริ่มมีหนังสือพิมพ์จีนเมื่อ ค.ศ. 1867 อย่างไรก็ตาม อิทธิพลทางเศรษฐกิจของชาวจีนในคิวบามีอยู่น้อยเมื่อเทียบกับดินแดนใกล้เคียงอย่างจาเมกาและตรินิแดด เพราะพวกเขาเป็นเพียงผู้ประกอบการรายย่อยและไม่สามารถผูกขาดภาคส่วนใดๆ ในระบบเศรษฐกิจของคิวบาได้[5] 

                ประตูทางเข้าย่านไชน่าทาวน์ของกรุงฮาวานา


นอกจากความสำคัญในทางเศรษฐกิจแล้ว ชาวจีนในคิวบายังมีบทบาทในด้านการต่อสู้เพื่อเอกราชของคิวบาอีกด้วย ดังที่มีนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า โดยปกติแล้วชาวจีนโพ้นทะเลในยุคอาณานิคมมักจะมีสถานะทางเศรษฐกิจดีกว่าคนพื้นเมืองและมักจะมีความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อเจ้าอาณานิคม แต่ในกรณีของคิวบานั้น ชาวจีนโพ้นทะเลกลับกลายเป็นพลังในการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม[6] ดังแสดงออกให้เห็นชัดเจนในการลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจการปกครองของสเปนทั้งสองครั้ง คือ ช่วง ค.ศ. 1868 – 1878 และช่วง ค.ศ. 1895 – 1898 จนคิวบาได้เอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1902 และใน ค.ศ. 1931 ทางการคิวบาได้อนุญาตให้มีการจัดสร้างป้ายจารึกวีรกรรมของชาวจีนโพ้นทะเลในการต่อสู้เพื่อเอกราช โดยมีการจารึกข้อความของกอนซาโล เดอ เกซาดา (Gonzalo de Quesada) ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชของคิวบาที่ทำงานคู่กับโฮเซ มาร์ตี (José Martí) ซึ่งระบุว่า “ไม่มีชาวจีนในคิวบาเลยสักคนที่หนีทหาร ไม่มีชาวจีนในคิวบาเลยสักคนที่ทรยศ”[7]  

ในระดับรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาเริ่มต้นในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อการเพิ่มจำนวนขึ้นของชาวจีนในคิวบาในช่วงดังกล่าวทำให้รัฐบาลจีนสนใจความเป็นไปของพวกเขา โดยใน ค.ศ. 1877 รัฐบาลราชวงศ์ชิงของจีนได้ทำสนธิสัญญากับสเปนซึ่งระบุให้ยกเลิกการใช้แรงงานจีนในระบบบังคับทำสัญญา โดยให้มีแต่แรงงานอิสระเท่านั้น และยังต้องปฏิบัติต่อชาวจีนในสถานะชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favored Nation)[8] อีกสองปีถัดมาหรือตรงกับ ค.ศ. 1879 จีนก็ได้เปิดสถานกงสุลในคิวบา โดยมีหลิวเลี่ยงหยวน (Liu Liangyuan) เป็นกงสุลคนแรก และเมื่อคิวบาได้เอกราชใน ค.ศ. 1902 รัฐบาลราชวงศ์ชิงของจีนก็ให้การรับรองสาธารณรัฐคิวบาและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีเดียวกัน ต่อมาเมื่อเกิดการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงและสถาปนาสาธารณรัฐจีนขึ้นในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1912 คิวบาก็ให้การรับรองสาธารณรัฐจีนในปีถัดมา และเมื่อพรรคกั๋วหมินตั่งซึ่งปกครองสาธารณรัฐจีนพ่ายแพ้แก่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในสงครามกลางเมืองจนต้องย้ายรัฐบาลไปตั้งที่กรุงไทเปเมื่อ ค.ศ. 1949 ทางการคิวบาก็ยังคงให้การรับรองรัฐบาลของสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวันต่อไป โดยตลอดทศวรรษ 1950 คิวบาเป็นแหล่งลี้ภัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกั๋วหมินตั่งและบรรดานักบวชนิกายคาทอลิกจากจีนแผ่นดินใหญ่เป็นจำนวนราว 3,000 คน [9]

แม้ว่ารัฐบาลพรรคกั๋วหมินตั่งจะยังคงได้รับการรับรองจากรัฐบาลคิวบา และยังมีอิทธิพลอยู่มากในหมู่คนเชื้อสายจีนในคิวบา แต่พรรคก็ไม่สามารถผูกขาดความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ได้ทั้งหมด ดังจะเห็นได้จากการมีความเคลื่อนไหวของคนเชื้อสายจีนในคิวบาที่นิยมลัทธิมากซ์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 แล้วดังเช่นกรณีของโฮเซ วอง (José Wong) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างคิวบากับจีนในเวลาต่อมา[10] เป็นต้น และในทศวรรษ 1940 ก็เกิดการรวมกลุ่มเป็นสมาคมของคนเชื้อสายจีนในคิวบาที่สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ใช้ชื่อว่า “พันธมิตรแห่งชาติเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของจีน (Alianza Nacional de Apoyo a la Democracía China)” และเป็นสมาคมที่เรียกร้องให้รัฐบาลคิวบารับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนหลัง ค.ศ. 1949 แต่รัฐบาลคิวบาในขณะนั้นมีนโยบายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ตามสหรัฐอเมริกาและได้บีบบังคับให้สมาคมดังกล่าวหยุดดำเนินการใน ค.ศ. 1951[11] อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเชื้อสายจีนยังคงมีอยู่ต่อไป โดยในช่วง ค.ศ. 1956 – 1958 ที่ฟิเดล คาสโตรกำลังทำสงครามเพื่อโค่นล้มรัฐบาลบาติสตาอยู่นั้นก็มีคนเชื้อสายจีนเข้าร่วมด้วย โดยเป็นทั้งกองกำลังอยู่ในชนบทและอีกส่วนหนึ่งดำเนินงานใต้ดินอยู่ในเขตเมือง[12] อีกทั้งบางคนถึงกับได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายทหารระดับบังคับบัญชา เช่น อาร์มานโด ชอย (Armando Choy) กุสตาโว ชุย (Gustavo Chui) มัวเสส ซิโอ วอง (Moisés Sío Wong) เป็นต้น ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ก็ยังคงทำงานในตำแหน่งสำคัญของกองทัพคิวบาต่อไปหลังจากฟิเดล คาสโตรทำการปฏิวัติสำเร็จใน ค.ศ. 1959[13]


------------------------------------------------------------------

[1] Walton Look Lai, “The Caribbean,” in The Encyclopedia of the Chinese Overseas, ed. Lynne Pan (Cambridge, MA: Harvard University Press, 1999), 248.
[2] คิวบายังคงมีระบบทาสจนถึง ค.ศ. 1886
[3] สวีซื่อเฉิง, เรื่องเดียวกัน, 289.
[4] Lai, ibid., 249.
[5] Ibid., 250-251.
[6] Gregor Benton, Chinese Migrants and Internationalism: Forgotten histories, 1917-1945 (Oxon: Routledge, 2007), 37.
[7] สวีซื่อเฉิง, เรื่องเดียวกัน, 290. และดูข้อเขียนของกอนซาโล เดอ เกซาดาฉบับเต็มได้ใน Mauro García Triana and Pedro Eng Herrera, The Chinese in Cuba, 1847- Now, ed. and trans. by Gregor Benton (Lanham: Lexington Books, 2009), 185-194.
[8] สวีซื่อเฉิง, เรื่องเดียวกัน, 290-291.
[9] Kathleen López, Chinese Cubans: A Transnational History (Chapel Hill, NC: The University of North Carolina Press, 2013), 221-222. 
[10] Triana and Herrera, ibid., 28-29.
[11] López, ibid., 222-223.
[12] Benton, ibid., 46.
[13] ดูเรื่องราวของนายทหารทั้งสามคนได้ใน Armando Choy, Gustavo Chui, and Moises Sío Wong, Our History Is Still Being Written: The Story of Three Chinese-Cuban Generals in the Cuban Revolution, ed. Mary-Alice Waters (New York: Pathfinder, 2005).   

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ปักกิ่งปะทะฮาวานา: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 – 1995 (ตอนที่ 1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา)


“40 กว่าปีมานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาได้ผ่านทั้ง “ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์”

“ช่วงแห่งความตกต่ำ” “ช่วงแห่งการฟื้นฟู” และปัจจุบันได้เข้าสู่ “ช่วงแห่งการมีวุฒิภาวะ” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

จูเสียงจง

อดีตนักการทูตจีนประจำคิวบา[1]

 

         ฟิเดล คาสโตร เยี่ยมชมกำแพงเมืองจีนในระหว่างเดินทางเยือนจีนเมื่อ ค.ศ. 1995
           


ที่มาและความสำคัญของปัญหา

           

นับตั้งแต่การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อ ค.ศ. 1921 ลาตินอเมริกาเป็นภูมิภาคที่พรรคมีการติดต่อด้วยล่าช้ามาก โดยความสัมพันธ์ทางตรงระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับบรรดาพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่งเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1956[2] และนับจากการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ ค.ศ. 1949 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเกิดขึ้นของสงครามเย็นระหว่างค่ายโลกเสรีกับค่ายสังคมนิยม จีนก็ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศใดในภูมิภาคลาตินอเมริกาซึ่งเป็น “สนามหลังบ้าน” ของสหรัฐอเมริกาเลย ตราบจนกระทั่งฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ทำการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลบาติสตา (Batista) ซึ่งเป็นรัฐบาลของคิวบาที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ได้สำเร็จใน ค.ศ. 1959 คิวบาภายใต้ระบอบใหม่ที่ต่อต้านการครอบงำของสหรัฐฯ จึงกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคดังกล่าวที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1960

แม้ว่าในการปฏิวัติคิวบาเมื่อ ค.ศ. 1959 ฟิเดล คาสโตรจะไม่ได้ประกาศชัดว่าตนเองเป็นนักลัทธิมากซ์-เลนิน (Marxist-Leninist) แต่ความสำเร็จของการปฏิวัติดังกล่าวซึ่งมีฐานที่มั่นในชนบทก็มีความคล้ายคลึงกับแนวคิดเรื่องสงครามประชาชน (People’s War) ของเหมาเจ๋อตง (Mao Zedong) ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยทั้งสองต่างมองว่าการปฏิวัติในประเทศของตนนั้นคือการปฏิวัติใน “ชนบทโลก (countryside of the world)” ซึ่งจะนำไปสู่การปิดล้อมและบั่นทอนกำลังของลัทธิจักรวรรดินิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา[3] และทั้งสองต่างก็มองว่าความสำเร็จของการปฏิวัตินั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางอัตวิสัยมากกว่าเงื่อนไขทางวัตถุวิสัยแบบมากซ์ รวมทั้งยังเชื่อด้วยว่าการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (peaceful coexistence) กับลัทธิจักรวรรดินิยมนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้[4]

ความคล้ายคลึงที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ทางการจีนในต้นทศวรรษ 1960 ให้ความสนใจต่อคิวบาในระบอบใหม่เป็นอย่างมากโดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) การคาดหวังให้คิวบาเป็นปัจจัยบั่นทอนความมั่นคงของสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกา (2) การคาดหวังให้คิวบาเป็นพันธมิตรที่ช่วยนำประสบการณ์การปฏิวัติของจีนไปเผยแพร่ให้ขบวนการปฏิวัติฝ่ายซ้ายอื่นๆ ในลาตินอเมริกา และ (3) การคาดหวังว่าภายใต้ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1950 นั้น คิวบาจะมีจุดยืนเข้าข้างจีนในการต่อต้าน “ลัทธิแก้ (revisionism)” ของสหภาพโซเวียต[5] ดังนั้นในต้นทศวรรษ 1960 จีนจึงแสดงจุดยืนสนับสนุนคิวบาอย่างเต็มที่ในการต่อต้านสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการประณามความพยายามของสหรัฐฯ ในการบุกอ่าวหมู (Bay of Pigs) เพื่อโค่นล้มฟิเดล คาสโตรใน ค.ศ. 1961 การประณามนิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ผู้นำสหภาพโซเวียตที่ยอมอ่อนข้อให้กับสหรัฐฯ ด้วยการถอนขีปนาวุธออกจากคิวบาในปีถัดมา และจีนยังตกลงให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่คิวบาซึ่งถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาก็ดำเนินไปอย่างเป็นมิตรเฉพาะในช่วงปีแรกๆ ของความสัมพันธ์ทางการทูตเท่านั้น ดูได้จากหลังการเยือนจีนของเช เกวารา (Che Guevara) นักปฏิวัติและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของคิวบาเมื่อ ค.ศ. 1965 แล้วก็ไม่มีการเดินทางเยือนกันและกันในระดับรัฐมนตรีขึ้นไปอีกเลย โดยในเดือนมกราคม ค.ศ. 1966 จีนได้ยุติความสัมพันธ์ในระดับพรรคต่อพรรคกับคิวบา[6] และในเดือนถัดมา เหมาเจ๋อตงก็ประณามฟิเดล คาสโตรว่าเป็น “คนเลวที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญ”[7] ต้องรอจนจนกระทั่ง ค.ศ. 1983 ทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มมีการติดต่อกันในระดับรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามด้วยการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในระดับพรรคต่อพรรคเมื่อ ค.ศ. 1988 และที่สำคัญที่สุดก็คือ การเดินทางเยือนกันและกันของบุคคลระดับประมุขแห่งรัฐ โดยเจียงเจ๋อหมิน (Jiang Zemin) ในฐานะประธานาธิบดีได้เดินทางเยือนกรุงฮาวานาเมื่อ ค.ศ. 1993 นับเป็นประมุขแห่งรัฐของจีนคนแรกที่เดินทางเยือนคิวบา และฟิเดล คาสโตรในฐานะประธานาธิบดีก็เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อ ค.ศ. 1995 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดความบาดหมางระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ      

งานวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างจีนกับคิวบานั้นมีอยู่ไม่มาก โดยงานชิ้นแรกๆ ที่วิเคราะห์เรื่องดังกล่าวคืองานของ Johnson เมื่อ ค.ศ. 1970 ซึ่งเสนอว่า หลังจากที่ฟิเดล คาสโตร ผิดหวังที่สหภาพโซเวียตยอมอ่อนข้อให้กับสหรัฐอเมริกาในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาเมื่อ ค.ศ. 1962 จีนก็ได้พยายามให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ แก่คิวบามากยิ่งขึ้นเพื่อหวังให้คิวบามีจุดยืนที่เข้าข้างจีนในความขัดแย้งกับสหภาพโซเวียต อย่างไรก็ตาม จีนไม่มีความสามารถเฉกเช่นสหภาพโซเวียตในการให้ความช่วยเหลือทางการทหารและเศรษฐกิจที่เพียงพอต่อความต้องการของคิวบา ทำให้เมื่อถึง ค.ศ. 1964 ฟิเดล คาสโตรซึ่งต้องการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทั้งจีนและสหภาพโซเวียตจึงได้เรียกร้องให้จีนยุติการรณรงค์ต่อต้านสหภาพโซเวียต ซึ่งทำให้จีนไม่พอใจคิวบาเป็นอย่างยิ่ง[8]  ขณะที่งานของ Halperin เมื่อ ค.ศ. 1981 ซึ่งวิเคราะห์ข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนกับคิวบาในกลางทศวรรษ 1960 ก็ระบุว่า การที่คิวบาไม่แสดงท่าทีเข้าข้างจีนในการต่อต้านสหภาพโซเวียตส่งผลให้ในปลาย ค.ศ. 1965 จีนได้แจ้งต่อคิวบาว่าจะขอปรับลดปริมาณการส่งออกข้าวไปยังคิวบาใน ค.ศ. 1966 ลงจากเดิมเกือบร้อยละ 50 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อคิวบาซึ่งถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากประเทศเพื่อนบ้านในอเมริกาเหนือและลาตินอเมริกา จึงทำให้ฟิเดล คาสโตรไม่พอใจจีนเป็นอย่างมาก[9]

งานวิชาการเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างจีนกับคิวบาที่เขียนขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น ไม่ว่าจะเป็นงานของเหมาเซียงหลินเมื่อ ค.ศ. 1997 และงานของสวีซื่อเฉิงเมื่อ ค.ศ. 2003 ต่างยืนยันเฉกเช่นงานชิ้นก่อนๆ ว่าความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความร้าวฉานในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบา[10] แม้กระทั่งงานศึกษาชิ้นล่าสุดของ Yinghong Cheng เมื่อ ค.ศ. 2007 ซึ่งอาศัยข้อมูลจากบันทึกความทรงจำของนักการทูตจีนก็ยังคงยืนยันข้อสรุปเดียวกัน โดยระบุว่าหลังการสิ้นอำนาจของครุสชอฟใน ค.ศ. 1964 ฟิเดล คาสโตรพยายามเรียกร้องให้จีนปรับปรุงความสัมพันธ์กับผู้นำชุดใหม่ของสหภาพโซเวียต ซึ่งทำให้จีนไม่พอใจ[11]

อย่างไรก็ตาม งานที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเน้นไปที่การอธิบายจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างจีนกับคิวบาในกลางทศวรรษ 1960 แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปและเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบเพิ่มเติมก็คือ มีปัจจัยอื่นใดบ้างที่หล่อเลี้ยงให้ความขัดแย้งนั้นคงอยู่ยาวนานถึงสองทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษ 1970 ที่จีนยอมสมานไมตรีกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของคิวบาเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต และยังเป็นทศวรรษที่ทั้งจีนและคิวบาต่างมีบทบาทอย่างแข็งขันในการสานสัมพันธ์กับประเทศโลกที่สามเพื่อระดมเสียงสนับสนุนอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้มีกระทบผลอย่างไรบ้างต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และในที่สุดแล้วมีปัจจัยอะไรในทศวรรษ 1980 ที่เอื้ออำนวยให้จีนกับคิวบาหันมาปรับปรุงความสัมพันธ์กันได้สำเร็จจนนำไปสู่การเยือนกันและกันของผู้นำระดับสูงสุดในครึ่งแรกของทศวรรษ 1990

งานศึกษาที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้ใกล้เคียงที่สุดชิ้นแรกคืองานของ Ratliff เมื่อ ค.ศ. 1990 ซึ่งระบุว่าสงครามกลางเมืองในแองโกลาช่วงกลางทศวรรษ 1970 และการที่เวียดนามยึดครองกัมพูชาในปลายทศวรรษเดียวกันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนกับคิวบาไม่เป็นมิตรต่อกันมาจนถึงทศวรรษ 1980[12] งานชิ้นที่สองคืองานของ Fernandez เมื่อ ค.ศ. 1993 ซึ่งระบุว่า การสมานไมตรีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียตทำให้จีนกับคิวบามีจุดยืนที่ตรงข้ามกันในหลายกรณี นอกจากกรณีของแองโกลาและกัมพูชาแล้ว ยังรวมถึงกรณีการรัฐประหารในชิลีเมื่อ ค.ศ. 1973 และการบุกอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียตเมื่อ ค.ศ. 1979 อีกด้วย ต้องรอจนกระทั่งจีนเริ่มกระบวนการเจรจาปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตเมื่อ ค.ศ. 1982 การปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาจึงค่อยเริ่มในปีถัดมา อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียตช่วง ค.ศ. 1989 – 1991 ก็ยิ่งทำให้สองประเทศนี้เห็นความจำเป็นในการกระชับความสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้น[13] แต่งานของทั้ง Ratliff และ Fernandez ต่างใช้เอกสารอ้างอิงจากโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งพิมพ์ภาษาสเปนที่สะท้อนมุมมองของทางการคิวบา มากกว่าจะเป็นการวิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลจากฝ่ายจีน

สิ่งพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจจุดยืนและมุมมองของจีนที่มีต่อคิวบาในยุคสงครามเย็น และนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ได้มีแหล่งข้อมูลใหม่เพิ่มเติมที่ทยอยตีพิมพ์เผยแพร่ออกมา นั่นคือ บันทึกความทรงจำของบรรดาผู้นำ นักการทูต และเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินความสัมพันธ์กับคิวบา แม้ว่าบันทึกเหล่านี้จะมิได้แสดงทัศนะที่ผิดแผกไปจากทัศนะที่ปรากฏในสิ่งพิมพ์ของทางการจีนมากนัก แต่ก็ได้ให้รายละเอียดหรือเบื้องหลังของการดำเนินความสัมพันธ์ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจที่มาที่ไปของประเด็นต่างๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ งานวิจัยเรื่อง “ปักกิ่งปะทะฮาวานา: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 – 1995” จึงมีความมุ่งหมายที่จะวิเคราะห์เรื่องนี้โดยอาศัยแหล่งข้อมูลที่สะท้อนมุมมองของจีน อันจะช่วยฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในช่วงดังกล่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น     

 

คำถามและสมมติฐานการวิจัย

 

งานวิจัยนี้มุ่งตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่

  1. ความขัดแย้งระหว่างจีนกับคิวบาในกลางทศวรรษ 1960 เกิดขึ้นจากสาเหตุใด
  2. มีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้ความขัดแย้งดังกล่าวยืดเยื้อยาวนานมาจนถึงทศวรรษ 1980
  3. มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้จีนกับคิวบาปรับปรุงความสัมพันธ์ได้สำเร็จในปลายทศวรรษ 1980 และนำไปสู่การเยือนกันและกันของผู้นำระดับสูงสุดในครึ่งแรกของทศวรรษ 1990

สมมติฐานของงานวิจัยนี้ก็คือ การที่จีนพยายามชักจูงให้คิวบามีจุดยืนที่เข้าข้างตนในการต่อต้านสหภาพโซเวียต ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศในกลางทศวรรษ 1960 ต่อมาเมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1970 การที่จีนหันไปสมานไมตรีกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของคิวบาเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียตก็ยิ่งทำให้จีนกับคิวบามีจุดยืนที่ตรงข้ามกันในหลายกรณีและทำให้ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศบานปลายมากยิ่งขึ้น ต้องรอจนกระทั่ง ค.ศ. 1982 เมื่อจีนปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศด้วยการรักษาระยะห่างจากสหรัฐฯ และเริ่มปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต การฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนกับคิวบาจึงเริ่มขึ้นได้ อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในโลกสังคมนิยมในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ต่อต้นทศวรรษ 1990 ก็ยิ่งทำให้ทั้งสองประเทศหันมากระชับความสัมพันธ์กันยิ่งขึ้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งอุดมการณ์ทางการเมืองของตน  

 

วิธีการวิจัย แหล่งข้อมูล และขอบเขตด้านระยะเวลา

           

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาในเชิงคุณภาพที่เน้นการพรรณนาและวิเคราะห์เหตุการณ์ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยอาศัยหลักฐานจากเอกสารต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. เอกสารของทางการจีน ได้แก่ สรรนิพนธ์ ข้อเขียน บทสนทนา และสุนทรพจน์ของผู้นำและนักการทูตที่ตีพิมพ์เผยแพร่โดยทางการจีน รวมทั้งบทบรรณาธิการและบทความในสิ่งพิมพ์ที่สะท้อนจุดยืนของทางการจีน

2. บันทึกความทรงจำของผู้นำ นักการทูต และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของจีนที่เกี่ยวข้องกับคิวบา ดังมีรายนามต่อไปนี้

- เจียงเจ๋อหมิน เลขาธิการพรรคช่วง ค.ศ. 1989 – 2002 และประธานาธิบดีช่วง ค.ศ. 1993 - 2003[14]

- หลี่เผิง (Li Peng) นายกรัฐมนตรีช่วง ค.ศ. 1987 - 1998[15]

- เฉียนฉีเชิน (Qian Qichen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศช่วง ค.ศ. 1988 – 1998[16]

- หลี่เป๋ยไห่ (Li Beihai) รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงวิเทศสัมพันธ์แห่งพรรคช่วง ค.ศ. 1993 - 1997[17]

- เจิงเทา (Zeng Tao) หัวหน้าสำนักข่าวซินฮว๋าประจำกรุงฮาวานาเมื่อ ค.ศ. 1960[18]

- หวังโย่วผิง (Wang Youping) เอกอัครรัฐทูตประจำคิวบาช่วง ค.ศ. 1964 - 1969[19]

- หวงจื้อเหลียง (Huang Zhiliang) นักการทูตประจำคิวบาในทศวรรษ 1960[20]

- จูเสียงจง (Zhu Xiangzhong) นักการทูตประจำคิวบาช่วง ค.ศ. 1969 - 1975 และ 1980 – 1985[21]

- เฉินจิ่วฉาง (Chen Jiuchang) เอกอัครรัฐทูตประจำคิวบาช่วง ค.ศ. 1990 – 1993[22]

- สวีอี้ชง (Xu Yicong) เอกอัครรัฐทูตประจำคิวบาช่วง ค.ศ. 1993 - 1996[23]

- หยางไป่ปิง (Yang Baibing) รองอธิบดีกรมลาตินอเมริกาแห่งทบวงวิเทศสัมพันธ์แห่งพรรคช่วงทศวรรษ 1980[24]

- ผังปิ่งอัน (Pang Bing’an) เจ้าหน้าที่สำนักข่าวซินฮว๋าประจำกรุงฮาวานาช่วง ค.ศ. 1959 - 1965[25]

3. เอกสารชั้นรองจากสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยทั่วโลก เช่น งานวิจัย วิทยานิพนธ์ หนังสือ บทความ หรือข้อเขียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบา เป็นต้น

            ทั้งนี้ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาในมุมมองของจีนเป็นหลัก โดยกำหนดขอบเขตระยะเวลาการศึกษาตั้งแต่ ค.ศ. 1964 อันเป็นปีที่เริ่มเกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และสิ้นสุดที่การเดินทางเยือนจีนของฟิเดล คาสโตรใน ค.ศ. 1995

 

           

--------------------------------------------------

[1] จูเสียงจง, ไจ้ลาเหม่ยเริ่นจื๋อเตอะสุ้ยเยว่ (ช่วงเวลาแห่งการปฏิบัติหน้าที่ในลาตินอเมริกา) (เป่ยจิง: สื้อเจี้ยจือซื่อชูป่านเส้อ, 2003), 18.
[2] “หลีฉี่ซินถงจื้อถานหวอต่างถงลาเหมยต่างเตอะเจ่าชีกวานซี่ (สหายหลีฉี่ซินกล่าวถึงความสัมพันธ์ในช่วงต้นระหว่างพรรคของเรากับพรรคในลาตินอเมริกา),” ใน จงเหลียนปู้ซื่อสือเหนียน (40 ปีของทบวงวิเทศสัมพันธ์), บก. โดย หลี่เป๋ยไห่ และคณะ (เป่ยจิง: เหรินหมินฮว่าเป้าเส้อ, 1992), 59-65.
[3] Cecil Johnson, Communist China & Latin America 1959-1967 (New York & London: Columbia University Press, 1970), 100. 
[4] William Ratliff, “Cuban Foreign Policy toward Far East and Southeast Asia,” in Cuba: The International Dimension, eds. Georges Fauriol and Eva Loser (New Brunswick, NJ: Transaction Publishers, 1990), 207.
[5] Cecil, ibid., 129-130.
[6] เหมาเซียงหลิน, “จงกั๋วเหอกู่ปากวานซี่เตอะหุยกู้อวี่เฉียนจาน (การย้อนพินิจและมองไปข้างหน้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบา),” ลาติงเหม่ยโจวเหยียนจิว (วารสารลาตินอเมริกาศึกษา), 2 (1997): 38.
[7] Mao Tse-tung, “Talk At The Enlarged Meeting Of The Political Bureau, March 20, 1966,” in Selected Works of Mao Tse-tung Vol. IX, available from https://www.marxists.org/reference/archive/mao/selected-works/volume-9/mswv9_55.htm, accessed 3 February 2017. 
[8] Johnson, ibid., 129-180.
[9] Maurice Halperin, The Taming of Fidel Castro (Berkeley, CA: University of California Press, 1981), 195-207.
[10] เหมาเซียงหลิน, เรื่องเดียวกัน, 35-39; สวีซื่อเฉิง, กู่ปา(คิวบา) (เป่ยจิง: เส้อหุ้ยเคอเสวียเหวินเซี่ยนชูป่านเส้อ, 2003), 296.
[11] Yinghong Cheng, “Sino-Cuban Relations during the Early Years of the Castro Regime, 1959-1966,” Journal of Cold War Studies 9, no. 3 (Summer 2007): 78-114.
[12] Ratliff, ibid., 206-215.
[13] Damian J. Fernandez, “Cuba’s Relations with China: Economic Pragmatism and Political Fluctuation,” in Cuba’s Ties to a Changing World, ed. Donna Rich Kaplowitz (Boulder, CO: Lynne Rienner Publishers, 1993), 17-31.
[14] จงจือเฉิง, เว่ยเลอซื่อเจี้ยเกิ้งเหมยห่าว: เจียงเจ๋อหมินชูฝ่างจี้สือ (เพื่อให้โลกงดงามยิ่งขึ้น: บันทึกการเยือนต่างประเทศของเจียงเจ๋อหมิน) (เป่ยจิง: ซื่อเจี้ยจือซื่อชูป่านเส้อ, 2006).
[15] หลี่เผิง, เหอผิง ฟาจ่าน เหอจั้ว: หลี่เผิงว่ายสื้อรื่อจี้ (สันติภาพ พัฒนา ความร่วมมือ: บันทึกการต่างประเทศของหลี่เผิง) (เป่ยจิง: ซินฮว๋าชูป่านเส้อ, 2008).
[16] เฉียนฉีเชิน, บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง, แปลโดย อาทร ฟุ้งธรรมสาร (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2549).
[17] หลี่เป๋ยไห่, “เซียงเฟิงอี๋เสี้ยวหมิ่นเอินโฉว – หวอสั่วชินลี่เตอะจงกู่กวานซี่เตอะหุยฟู่อวี่ฉงเจี้ยน (การพบปะกันและยิ้มให้กันก็ลบล้างความเกลียดชัง – การฟื้นฟูและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคิวบาขึ้นมาใหม่ที่ข้าพเจ้าประสบด้วยตนเอง),” 17 กันยายน 2010, เข้าไปที่เว็บไซต์ข่าวพรรคคอมมิวนิสต์จีน http://cpc.people.com.cn/GB/68742/187710/191095/12756716.html, เข้าไปเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2017.
[18] เจิงเทา, ว่ายเจียวเซิงหยาสือชีเหนียน (17 ปีแห่งชีวิตการทูต) (หนานจิง: เจียงซูเหรินหมินชปู่านเส้อ, 1997).
[19] หวังโย่วผิง, ชูสื่อชีกั๋วจี้สือ (บันทึกการไปเป็นทูตยังเจ็ดประเทศ) (เป่ยจิง: ซื่อเจี้ยจือซื่อชูป่านเส้อ, 1996), 82-95.
[20] หวงจื้อเหลียง, จงลาเจี้ยนเจียวจี้สือ (บันทึกเรื่องการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับลาตินอเมริกา) (ซ่างไห่: ซ่างไห่สือซูชูป่านเส้อ, 2007).
[21] จูเสียงจง, เรื่องเดียวกัน.
[22] เฉินจิ่วฉาง, อิ้งฮั่นข่าซือเท่อหลัว: จงกั๋วจู้กู่ปาต้าสื่อโส่วจี้ (บุรุษเหล็กคาสโตร: บันทึกของเอกอัครรัฐทูตจีนประจำคิวบา) (เป่ยจิง: จงกั๋วเหวินสื่อชูป่านเส้อ, 2009).
[23] สวีอี้ชง, หวออวี่ข่าซือเท่อหลัว (ข้าพเจ้ากับคาสโตร) (เป่ยจิง: ตงฟางชูป่านเส้อ, 2014).
[24] หยางไป่ปิง, “ถานถานตุ้ยลาเหม่ยกงจั้วเตอะจี๋เตี่ยนถี่หุ้ย (ประสบการณ์บางประการในการทำงานเกี่ยวกับลาตินอเมริกา)” ใน จงเหลียนปู้ซื่อสือเหนียน (40 ปีของทบวงวิเทศสัมพันธ์), เรื่องเดียวกัน, 179-186.
[25] ผังปิ่งอัน, ชินลี่กู่ปา: อี๋เก้อจงกั๋วจู้ว่ายจี้เจ๋อเตอะโส่วจี้ (คิวบาที่ได้พบเห็น: บันทึกของนักข่าวจีนที่ประจำอยู่ต่างประเทศ) (เป่ยจิง: ซินฮว่าชูป่านเส้อ, 2000).