วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

จีนกับยูโกสลาเวียสมัยติโต (ตอนที่ 4 ความขัดแย้งระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียในบริบทของความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต)


        ข้อที่น่าสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียที่มาถึงจุดแตกหักในการประชุมสมัชชาสันนิบาตคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียเมื่อ ค.ศ. 1958 ก็คือ แม้ยูโกสลาเวียจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมรับการเป็นผู้นำของสหภาพโซเวียตในขบวนการสังคมนิยมโลก แต่จีนกลับเป็นฝ่ายมีท่าที “ต่อต้านลัทธิแก้” (anti-revisionist) ของติโตมากกว่าสหภาพโซเวียตเสียอีก[1] กล่าวคือ แม้สหภาพโซเวียตจะประณามติโตว่าเป็นพวกนอกคอก แต่ก็ยังรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตเอาไว้ในระดับปกติ ต่างจากจีนที่ลดความสัมพันธ์ลงเหลือแค่ระดับอุปทูต ท่าทีที่ดุดันของจีนเป็นผลมาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ มุมมองของจีนที่มีต่อบทบาทของตนเองในค่ายสังคมนิยม และความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตที่เปลี่ยนไปในทางลบ


                             ครุสชอฟกับเหมาเจ๋อตง ณ กรุงปักกิ่ง ค.ศ. 1959




            การปฏิวัติในจีนเมื่อ ค.ศ. 1949 เกิดจากความสามารถของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเหมาเจ๋อตงที่ทำสงครามต่อสู้กับญี่ปุ่นและพรรคกั๋วหมินตั่งเป็นเวลารวมกันเกือบ 2 ทศวรรษ โดยพึ่งพาสหภาพโซเวียตไม่มากนักถ้าเทียบกับรัฐสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกที่สถาปนาขึ้นโดยอำนาจทางการทหารของสหภาพโซเวียต อย่างไรก็ตาม เหมาในต้นทศวรรษ 1950 ยังคงต้องดำเนินนโยบายอิงเข้าหาสหภาพโซเวียตด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรกคือ สหภาพโซเวียตเป็นเกราะกำบังทางการเมืองและความมั่นคงของจีนในบริบทของสงครามเย็นที่ต้องเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกา และประการถัดมาคือ สถานะอันสูงส่งของสตาลินในฐานะศูนย์กลางแห่งความชอบธรรมของการปฏิวัติโลก[2] แต่หลังจากที่สตาลินถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1953 และครุสชอฟซึ่งสืบทอดอำนาจต่อมามิได้มีประสบการณ์การปฏิวัติที่โชกโชนดังเช่นสตาลิน เหมาซึ่งมั่นใจในประสบการณ์การปฏิวัติอันยาวนานของตนก็เริ่มแสดงท่าทีเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น รวมทั้งยังมองว่าตนเองมีความชอบธรรมในการตัดสินความถูกผิดของขบวนการสังคมนิยมทั่วโลก จึงไม่แปลกที่ใน ค.ศ. 1958 จีนตราหน้าว่ายูโกสลาเวียเป็นลัทธิแก้ด้วยความดุดันมากกว่าสหภาพโซเวียต ดังที่มีนักวิชาการตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า

 

อสัญกรรมของสตาลินทำให้เหมาสามารถรักษาความเป็นอิสระของจีนจากเครมลิน และถึงขั้นเป็นอิสระจากการครอบงำทางอุดมการณ์ในค่ายสังคมนิยมของมอสโกในขบวนการปฏิวัติคอมมิวนิสต์โลก มอสโกไม่ใช่พลังแห่งการปฏิวัติอีกต่อไปแล้ว เหมาต่างหากที่เป็นผู้สืบทอดประเพณีการปฏิวัติ ส่วนครุสชอฟนั้นเล่าเป็นใคร? ก็แค่ข้ารัฐการของพรรคและหนึ่งในบรรดาผู้นำที่ไม่เคยมีส่วนร่วมในการปฏิวัติหรือในการสถาปนารัฐใหม่ เหมามองว่าตนเองยืนอยู่สูงกว่าผู้นำโซเวียตในลำดับชั้นของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์สากล ครุสชอฟเมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้วเคยระบายความรู้สึกโมโหลงในเทปบันทึกเสียงว่า “เหมามองตัวเองเป็นพระเจ้า คาร์ล มากซ์กับเลนินตายไปหมดแล้ว เหมามองว่าในโลกนี้มีใครอีกแล้วที่เทียบเท่ากับตน”[3]

 

            นอกจากนี้ เหมาเจ๋อตงยังมองการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหภาพโซเวียตสมัยครุสชอฟด้วยความกังวลใจ โดยเฉพาะข้อเสนอของครุสชอฟต่อสหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 1955 ที่จะทำข้อตกลงห้ามการทดลองนิวเคลียร์ (nuclear test ban) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับโลกทุนนิยม (peaceful coexistence) ที่ประกาศอย่างเป็นทางการในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1956 ดังนั้น มติของสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1958 ซึ่งประณามยูโกสลาเวียและเรียกร้องให้พรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกร่วมมือกันต่อสู้กับลัทธิแก้จึงเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณทางอ้อมให้ครุสชอฟยุตินโยบายดังกล่าว[4] แต่คำเตือนของเหมาก็ไม่เป็นผล และนโยบายดังกล่าวของครุสชอฟก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตเสื่อมลงจนกลายเป็นศัตรูกันอย่างเปิดเผยเมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1960 โดยจีนได้ตราหน้าครุสชอฟว่าเป็นพวกลัทธิแก้เฉกเช่นติโต

            ในต้นทศวรรษ 1960 ยูโกสลาเวียกับสหภาพโซเวียตได้กลับมาสมานไมตรีกันอีกครั้ง เลโอนิด เบรชเนฟ (Leonid Brezhnev) ประธานาธิบดีแห่งสหภาพโซเวียตเดินทางเยือนกรุงเบลเกรดในเดือนกันยายน ค.ศ. 1962 และติโตก็เดินทางเยือนกรุงมอสโกในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน ซึ่งทำให้จีนไม่พอใจและประณามยูโกสลาเวียมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อยูโกสลาเวียประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1963 หนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน (เหรินหมินรื่อเป้า) และนิตยสาร ปักกิ่งปริทัศน์รายสัปดาห์ (เป่ยจิงโจวเป้า) ได้ตีพิมพ์บทความที่ชี้ให้เห็นว่า ยูโกสลาเวียกำลังพัฒนาเศรษฐกิจไปในเส้นทางสายทุนนิยมและรับใช้ผลประโยชน์ของลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกัน[5] ต่อมาในวันที่ 26 กันยายนของปีเดียวกัน ฝ่ายบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน (เหรินหมินรื่อเป้า) และนิตยสาร ธงแดง (หงฉี) ได้เผยแพร่บทความชื่อว่า “ยูโกสลาเวียคือประเทศสังคมนิยมหรือไม่?” โดยระบุว่ากลุ่มผู้นำของยูโกสลาเวียได้นำพาประเทศไปสู่การเป็นลัทธิแก้ โดยที่สหภาพโซเวียตเองก็เดินตามเส้นทางของยูโกสลาเวียไปด้วย[6]

            จะเห็นได้ว่า ความพยายามของจีนในการตัดสินความถูกผิดในโลกสังคมนิยมนั้นนำไปสู่ปัญหาในความสัมพันธ์กับทั้งยูโกสลาเวียและสหภาพโซเวียต อีกทั้งยังทำให้ประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกต้องเลือกข้างว่าจะอยู่ข้างจีนหรือสหภาพโซเวียต เพราะในต้นทศวรรษ 1960 จีนประกาศชัดเจนว่าพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ จะต้องเลือกเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งระหว่างลัทธิมากซ์-เลนิน หรือลัทธิแก้ของยูโกสลาเวียซึ่งในขณะนั้นรวมเอาสหภาพโซเวียตเข้าไปด้วย[7] ในที่สุดประเทศในยุโรปตะวันออกส่วนใหญ่เลือกเข้าข้างสหภาพโซเวียต ยกเว้นแอลเบเนียที่หันมามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีน ทั้งนี้เป็นเพราะแอลเบเนียมีข้อพิพาทกับยูโกสลาเวียในเรื่องดินแดนโคโซโว (Kosovo) และไม่พอใจที่สหภาพโซเวียตสมานไมตรีกับยูโกสลาเวีย[8] วันปลดปล่อยแอลเบเนียซึ่งตรงกับวันที่ 29 พฤศจิกายนของทุกปีจึงกลายเป็นโอกาสที่ผู้นำจีนจะแสดงทัศนะของตนด้วยการส่งสาส์นไปอวยพร โดยมีเนื้อหาชื่นชมลัทธิสังคมนิยมของแอลเบเนียและประณามลัทธิแก้ของยูโกสลาเวียและสหภาพโซเวียต[9]


-----------------------------------------------------
[1] A. Ross Johnson, ibid., 189.
[2] Vladislav Zubok and Constantine Pleshakov, Inside the Kremlin’s Cold War: From Stalin to Khrushchev (Cambridge, MA: Harvard University Press, 1996), 213-214.
[3] Ibid., 215.
[4] Roderick MacFarquhar, The Origins of the Cultural Revolution 2: The Great Leap Forward 1958-1960 (New York: Columbia University Press, 1983), 71-72;  Allan S. Whiting, “The Sino-Soviet Split,” in The Cambridge History of China Volume 14 The People’s Republic, Part I: The Emergence of Revolutionary China 1949-1965, eds. Roderick MacFarquhar and John K. Fairbank (New York: Cambridge University Press, 1987), 487-488.   
[5] Peking Review, 17 May 1963, 11-13.
[6] “Is Yugoslavia a Socialist Country?,” Comment on the Open Letter of the Central Committee of the CPSU (III) by the Editorial Departments of Renmin Ribao (People’s Daily) and Hongqi (Red Flag), 26 September 1963, available from https://www.marxists.org/history/international/comintern/sino-soviet-split/cpc/yugoslavia.htm, accessed 4 October 2015. 
[7] Roderick MacFarquhar, The Origins of the Cultural Revolution 3: The Coming of the Cataclysm 1961-1963 (New York: Columbia University Press, 1997), 349.
[8] ประทุมพร วัชรเสถียร, พฤติกรรมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของยุโรปตะวันออก: ปัญหาและการวิเคราะห์ (กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2527), 69-73, 181-184.
[9] Peking Review, 2 December 1966, 9-11, 27; Peking Review, 1 December, 1967, 6-7.

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

จีนกับยูโกสลาเวียสมัยติโต (ตอนที่ 3 วิกฤตการณ์ทางการเมืองในยุโรปตะวันออกที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย)


             วิกฤตการณ์ทางการเมืองในยุโรปตะวันออกเมื่อ ค.ศ. 1956 เกิดขึ้นในโปแลนด์และฮังการี กล่าวคือ ในเดือนมิถุนายนของปีนั้น กลุ่มกรรมกรแห่งเมืองพอซนาน (Poznan) ในโปแลนด์จำนวน 50,000 คนได้หยุดงานประท้วงเรียกร้องให้แก้ปัญหาขาดแคลนอาหารและให้มีการเลือกตั้งเสรี ภายใต้คำขวัญ “ขนมปังและเสรีภาพ” รวมทั้งให้รื้อฟื้นศาสนาจักรคาทอลิก[1] เมื่อการประท้วงขยายออกไปทั่วประเทศ คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์โปแลนด์จึงยอมผ่อนปรนโดยให้ฟวาดิสวาฟ โกมูวกา (Wladyslaw Gomulka) อดีตเลขาธิการพรรคที่ถูกปลดไปเมื่อ ค.ศ. 1948 กลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง สหภาพโซเวียตซึ่งเกรงว่าตนจะเสียการควบคุมประเทศบริวารอย่างโปแลนด์จึงเตรียมใช้กำลังทหารเข้าจัดการ แต่ในที่สุดปัญหาดังกล่าวก็จบลงอย่างสันติเมื่อโกมูวกาให้คำมั่นกับครุสชอฟ ผู้นำของสหภาพโซเวียตว่า โปแลนด์ต้องการเพียงอิสระในการดำเนินนโยบายภายในประเทศ โดยที่ยังคงเป็นพันธมิตรร่วมค่ายสังคมนิยมที่นำโดยสหภาพโซเวียตอยู่ต่อไป[2]



                       การทำลายอนุสาวรีย์ของสตาลินในฮังการีเมื่อ ค.ศ. 1956
            (ภาพจาก http://adst.org/2013/10/the-hungarian-revolution-of-1956/ )


            ในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน เกิดความไม่สงบขึ้นในฮังการี นักศึกษาและประชาชนนับหมื่นคนก่อการประท้วงในกรุงบูดาเปสต์ มีการเรียกร้องให้พรรคคอมมิวนิสต์ฮังการีเลือกอิมเร นอจ (Imre Nagy) อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกปลดไปเมื่อปีก่อนให้กลับมาบริหารประเทศ รวมทั้งเรียกร้องให้ฟื้นคืนประชาธิปไตย ขับไล่กองทัพของสหภาพโซเวียตออกไป และทำลายอนุสาวรีย์ของสตาลิน ในที่สุดพรรคคอมมิวนิสต์ฮังการีจึงยอมเปิดทางให้นอจกลับมาบริหารประเทศ และในวันที่ 1 พฤศจิกายนของปีนั้น นอจประกาศถอนฮังการีออกจากองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ (The Warsaw Pact) ซึ่งเป็นองค์การพันธมิตรทางทหารที่สหภาพโซเวียตก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1955 ทำให้ในอีก 3 วันต่อมา สหภาพโซเวียตได้ยกกำลังทหารบุกฮังการีและปลดนอจออกจากตำแหน่ง มีประชาชนเสียชีวิตราว 2,000 คน บาดเจ็บและถูกจับกุมอีกนับหมื่นคน[3]    

            สำหรับท่าทีของจีนต่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองในยุโรปตะวันออกนั้น จีนแสดงจุดยืนสนับสนุนแนวทางการดำเนินนโยบายภายในประเทศที่เป็นอิสระของโกมูวกา เนื่องจากจีนเองก็ต้องการความเป็นอิสระระดับหนึ่งโดยที่ยังคงรักษาเอกภาพในค่ายสังคมนิยมเอาไว้[4] และมีความเป็นไปได้ว่า การเดินทางเยือนกรุงมอสโกของหลิวเส้าฉีและเติ้งเสี่ยวผิงในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1956 เพื่อแสดงจุดยืนดังกล่าวต่อครุสชอฟนั้นมีส่วนสำคัญที่ทำให้สหภาพโซเวียตยุติแผนการใช้กำลังกับโปแลนด์ แต่ในกรณีของฮังการี จีนเห็นว่าการประกาศถอนตัวออกจากองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอเป็นการทำลายเอกภาพของค่ายสังคมนิยมอย่างชัดเจน จีนจึงสนับสนุนการใช้กำลังเข้าปราบปรามของสหภาพโซเวียต[5]

            สำหรับยูโกสลาเวีย แม้ติโตจะสนับสนุนการตัดสินใจของสหภาพโซเวียตทั้งในกรณีของโปแลนด์และฮังการี แต่ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1956 เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองปูลา (Pula) โดยระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นใน 2 ประเทศนี้มาจากอิทธิพลที่ครอบงำยุโรปตะวันออกของลัทธิสตาลิน (Stalinism) ที่เน้นลัทธิบูชาบุคคล (cult of personality) การปกครองโดยคนๆ เดียวซึ่งละเลยบทบาทและความต้องการของมวลชน สุนทรพจน์ดังกล่าวทำให้จีนเกรงว่าจะเป็นการทำลายเอกภาพของค่ายสังคมนิยม ในวันที่ 29 ธันวาคมของปีนั้น หนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน (เหรินหมินรื่อเป้า) จึงได้ตีพิมพ์บทบรรณาธิการชื่อว่า “เพิ่มเติมว่าด้วยประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของระบอบเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” เพื่อวิจารณ์ติโต โดยระบุว่า จริงอยู่ที่สตาลินเคยกระทำบางอย่างผิดพลาด แต่การที่ติโตนำเอาทุกเรื่องในทางลบไปเกี่ยวโยงกับสตาลินนั้นถือเป็นการสร้าง “ลัทธิแก้” ซึ่งนอกจากจะทำลายลัทธิมากซ์-เลนินแล้ว ยังเป็นการเสริมแรงให้กับลัทธิจักรวรรดินิยมอีกด้วย[6] แต่กระนั้น บทบรรณาธิการดังกล่าวก็เน้นย้ำว่านี่คือ “คำชี้แนะแบบพี่น้อง”[7] และความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียยังดำเนินไปตามปกติ ดูได้จากการเดินทางเยือนกรุงเบลเกรดของเผิงเจิน (Peng Zhen) ในฐานะผู้แทนของคณะกรรมการประจำแห่งสภาประชาชนแห่งชาติ (The National People’s Congress) เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1957

            ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียเลวร้ายลงอย่างเป็นรูปธรรมในปลาย ค.ศ. 1957 ต่อถึงต้น ค.ศ. 1958 กล่าวคือ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1957 สหภาพโซเวียตได้เชิญผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จากประเทศต่างๆ มาประชุมที่กรุงมอสโกเนื่องในโอกาสครบ 40 ปีแห่งการปฏิวัติบอลเชวิกส์ และผู้แทนเหล่านั้นได้ลงนามใน “คำประกาศแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ (The Declaration of the Communist Parties)” ซึ่งมีเนื้อหายอมรับความเป็นผู้นำของสหภาพโซเวียตในขบวนการสังคมนิยมของโลก แต่ผู้แทนของยูโกสลาเวียกลับไม่ยอมลงนาม ต่อมาในต้น ค.ศ. 1958 เมื่อสันนิบาตคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียเตรียมจัดประชุมสมัชชาครั้งที่ 7 และได้เผยแพร่เอกสารการประชุมให้พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศอื่นๆ อ่านล่วงหน้า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวก็คือ ยูโกสลาเวียถือว่าประเทศสังคมนิยมทั้งหลายมีสถานะเท่าเทียมกันและไม่ยอมรับความเป็นผู้นำของสหภาพโซเวียต ด้วยเหตุนี้ สหภาพโซเวียตจึงแจ้งแก่บรรดาประเทศสังคมนิยมทั้งหลายว่าไม่ให้ส่งผู้แทนไปร่วมประชุม โดยให้ส่งแต่ผู้สังเกตการณ์ไปเท่านั้น รวมทั้งไม่ให้มีการกล่าวแสดงความยินดีต่อสันนิบาตคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียอีกด้วย ซึ่งจีนก็ปฏิบัติตามคำสั่งของสหภาพโซเวียต[8]  

            เมื่อมีการเปิดประชุมสมัชชาสันนิบาตคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียในวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1958 ที่เมืองลูบลิยานา (Ljubljana) ยูโกสลาเวียก็กล่าวโจมตีการที่สหภาพโซเวียตเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศอื่นอย่างรุนแรง ทำให้เอกอัครราชทูตจีน โซเวียต และประเทศในยุโรปตะวันออก (ยกเว้นโปแลนด์) พากันเดินออกจากห้องประชุม[9] ต่อมาในวันที่ 23 พฤษภาคมของปีเดียวกัน สมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ออก “มติเกี่ยวกับการประชุมผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคกรรมการที่กรุงมอสโก” ซึ่งประณามยูโกสลาเวียว่าเป็นลัทธิแก้ที่ต้องการบ่อนทำลายขบวนการคอมมิวนิสต์สากล[10] และในเดือนนั้นเอง จีนเรียกเอกอัครราชทูตประจำกรุงเบลเกรดกลับประเทศและลดความสัมพันธ์ลงเหลือเพียงระดับอุปทูต  


--------------------------------------------------
[1] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, อีกฟากหนึ่งของยุโรป: ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของยุโรปตะวันออก ค.ศ. 1800-2000 (กรุงเทพฯ: ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553), 301.
[2] เพิ่งอ้าง, 301-302.
[3] เพิ่งอ้าง, 308-309.
[4] Mercy A, Kuo, Contending with Contradictions: PRC Policy towards Soviet Eastern Europe with Special Reference to Poland, 1953-1960 (Ph.D. Dissertation, the University of Oxford, 1999), 115.   
[5] Kapur, ibid., 31.
[6] “More On the Historical Experience of the Dictatorship of the Proletariat, editorial in People’s Daily, December 29, 1956,” in Communist China 1955-1959: Policy Documents with Analysis, ibid., 264-265.  
[7] Ibid., 265.
[8] Wu Xiuquan, ibid., 123.
[9] Ibid., 123-124.
[10] “Resolution on the Moscow Meetings of Representatives of the Communist and Workers’ Parties, adopted May 23, 1958, by the Second Session of the Eighth Party Congress of the Chinese Communist Party,” in Communist China 1955-1959: Policy Documents with Analysis, ibid., 410-416.  

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

จีนกับยูโกสลาเวียสมัยติโต (ตอนที่ 2 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตที่ล่าช้าระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย)


“สหายโจวเอินไหลและผู้นำคนอื่นๆ กล่าวว่า ประชาชนจีนและยูโกสลาเวียต่างมีเป้าหมายร่วมกัน

นั่นคือการธำรงสันติภาพของโลกและการสร้างลัทธิสังคมนิยมโดยมีลัทธิมากซ์-เลนินเป็นตัวชี้นำ

บนพื้นฐานดังกล่าว ทั้งสองประเทศน่าจะพัฒนาความร่วมมืออย่างเป็นมิตรและมุ่งไปสู่เป้าหมายแบบสังคมนิยมได้

แต่แล้วการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งปัจจัยจากทั้งภายในและภายนอก

ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่พัฒนาไปอย่างที่ปรารถนาเอาไว้”

อู๋ซิ่วเฉวียน

เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเบลเกรดช่วง ค.ศ. 1955-1958[1]

 

           


                ภาพเหมาเจ๋อตงต้อนรับนักกีฬาจากยูโกสลาเวียเมื่อ ค.ศ. 1956
               (ภาพจาก http://www.jiaxiangwang.com/cn/mao-photos2.htm)

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตที่ล่าช้าระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย

            ยูโกสลาเวียเป็นประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 1918 หลังการล่มสลายของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี อันเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และนับจากนั้นจนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ค.ศ. 1945 ยูโกสลาเวียมิได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐจีน (The Republic of China) ที่นำโดยพรรคกั๋วหมินตั่ง (Guomindang) เลย มีแต่เพียงกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเซี่ยงไฮ้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม นักการทูตของจีนและยูโกสลาเวียมีการติดต่อกันอยู่บ้าง ดังปรากฏหลักฐานว่าใน ค.ศ. 1940 นักการทูตจีน ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี เป็นตัวกลางในการเจรจาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างยูโกสลาเวียกับสหภาพโซเวียต[2] และเมื่อยูโกสลาเวียเปลี่ยนแปลงการปกครองจากราชอาณาจักรมาเป็นรัฐสังคมนิยมที่ชื่อว่า “สหพันธ์สาธารณรัฐประชาชนยูโกสลาเวีย (The Federal People’s Republic of Yugoslavia)” ใน ค.ศ. 1945 หรือที่ต่อมาใน ค.ศ. 1963 เปลี่ยนชื่อเป็น “สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย (The Socialist Federal Republic of Yugoslavia)” รัฐบาลกั๋วหมินตั่งจึงเริ่มสนใจจะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูโกสลาเวียอย่างจริงจัง แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานว่าเหตุใดรัฐบาลกั๋วหมินตั่งจึงสนใจเรื่องดังกล่าว แต่ก็ปรากฏหลักฐานว่าทั้ง 2 ฝ่ายได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันอย่างลับๆ ในวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1947 โดยที่สหภาพโซเวียตให้ความเห็นชอบ[3] แต่แล้วความสัมพันธ์ก็สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1949 เมื่อพรรคกั๋วหมินตั่งพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองจนต้องย้ายไปตั้งรัฐบาลบนเกาะไต้หวัน และยูโกสลาเวียได้หันมารับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน (The People’s Republic of China) ที่สถาปนาโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ กรุงปักกิ่ง

            ในมุมมองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ความสำเร็จของติโต ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวีย (หรือที่ใน ค.ศ. 1952 เปลี่ยนชื่อเป็น “สันนิบาตคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวีย”) ในการปฏิวัติและสถาปนารัฐสังคมนิยมเมื่อ ค.ศ. 1945 นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการปฏิวัติตามประสบการณ์และแนวทางของตนเองโดยไม่ถูกชี้นำจากสหภาพโซเวียต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของเหมาเจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทั้งนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ตีพิมพ์บทความชื่นชมการปฏิวัติของติโตกว่า 600 เรื่อง[4] และในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1947 พรรคได้ส่งหลิวหนิงอี (Liu Ningyi) ประธานสหพันธ์สหภาพแรงงานในเขตปลดปล่อยของจีน (The Federation of Trade Unions of the Liberated Regions of China) เดินทางไปยูโกสาเวียเพื่อทำความรู้จักและสานสัมพันธ์กับติโต ทว่า ความขัดแย้งระหว่างยูโกสลาเวียกับสหภาพโซเวียตในปีถัดมาทำให้การสานสัมพันธ์ดำเนินต่อไปไม่ได้ ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดจากการที่สหภาพโซเวียตต้องการให้ติโตพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้การควบคุมของตนอย่างเข้มงวด ขณะที่ติโตพยายามรักษาความเป็นอิสระ (autonomy) ของยูโกสลาวียเอาไว้และวางแผนจะร่วมมือกับบัลแกเรียเพื่อสร้างค่ายการเมือง (bloc) ของตนเองในคาบสมุทรบอลข่าน ทำให้ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1948 สหภาพโซเวียตประกาศขับไล่ยูโกสลาเวียออกจากองค์การโคมินฟอร์ม และประณามติโตว่าทรยศต่อลัทธิสังคมนิยมและลัทธิสากลนิยม (internationalism)

            ความขัดแย้งระหว่างยูโกสลาเวียกับสหภาพโซเวียตเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังเป็นฝ่ายรุกในสงครามกลางเมืองกับพรรคกั๋วหมินตั่ง เหมาเจ๋อตงตระหนักดีว่าเมื่อมีการสถาปนาประเทศจีนใหม่ภายใต้การปกครองของเขาแล้ว สหภาพโซเวียตจะเป็นที่พึ่งสำคัญของจีนทั้งในด้านการป้องกันภัยคุกคามจากโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และในด้านการฟื้นฟูบูรณะประเทศที่เสียหายจากสงคราม พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงต้องแสดงท่าทีสนับสนุนสหภาพโซเวียต[5] โดยในวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1948 หนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน (เหรินหมินรื่อเป้า) ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคได้ตีพิมพ์บทความชื่อ “ลัทธิสากลนิยมและลัทธิชาตินิยม (Internationalism and Nationalism)” เขียนโดยหลิวเส้าฉี (Liu Shaoqi) แกนนำระดับสูงของพรรค โดยมีใจความตอนหนึ่งประณามติโตว่าเป็นกระบอกเสียงของลัทธิชาตินิยมกระฎุมพีที่แฝงตัวเข้ามาในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพ[6] และข้อเขียนของเหมาเจ๋อตงเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1949 ก็ระบุว่า รัฐบาลยูโกสลาเวียของติโตเป็นลูกสมุนของ “รัฐบาลเผด็จการเบ็ดเสร็จฝ่ายขวา (Rightist totalitarian government ) ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา[7]

            ความสำคัญของสหภาพโซเวียตในสายตาของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้เมื่อมีการสถาปนารัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 จีนไม่กล้าที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูโกสลาเวีย โดยวันที่ 5 ตุลาคมของปีนั้น เมื่อรัฐบาลยูโกสลาเวียส่งโทรเลขมาให้การรับรองรัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ตั้งขึ้นมาใหม่และแสดงความประสงค์จะมีความสัมพันธ์ทางการทูต ทางการจีนก็มิได้ให้คำตอบกลับไป[8] ยูโกสลาเวียจึงเป็นประเทศสังคมนิยมเพียงแห่งเดียวในต้นทศวรรษ 1950 ที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน แต่ยูโกสลาเวียก็ยังสนับสนุนจีนในเวทีองค์การสหประชาชาติ ทั้งการเรียกร้องที่นั่งในองค์การดังกล่าวแทนที่ไต้หวัน และการลงมติอื่นๆ ที่เป็นคุณกับจีนในสงครามเกาหลี (The Korean War ค.ศ. 1950-1953) ต้องรอจนกระทั่งโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ผู้นำของสหภาพโซเวียตถึงแก่อสัญกรรมในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1953 และผู้นำคนใหม่คือ นิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) หันไปสมานไมตรีกับยูโกสลาเวียและเดินทางเยือนกรุงเบลเกรดในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1954 รวมทั้งส่งผู้แทนจากกรุงมอสโกมายังกรุงปักกิ่งเพื่อแจ้งแก่เหมาเจ๋อตงในฤดูใบไม้ร่วงของปีนั้นว่า การที่สหภาพโซเวียตประณามยูโกสลาเวียในอดีตนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง จีนจึงมีความสบายใจที่จะติดต่อกับยูโกสลาเวียจนนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1955  

            จะเห็นได้ว่า ความจำเป็นในการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหภาพโซเวียตเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียเกิดขึ้นอย่างล่าช้า ดังที่เหมาเจ๋อตงเปิดเผยเรื่องนี้ในภายหลังระหว่างการเยือนจีนของผู้แทนสันนิบาตคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวียเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1956 โดยระบุเหตุผลที่ไม่ตอบโทรเลขของยูโกสลาเวียที่ให้การรับรองรัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ ค.ศ. 1949 ว่าเป็นเพราะต้องการลดความหวาดระแวงของสหภาพโซเวียตที่มองว่าตนคือ “ติโตคนที่ 2” ซึ่งหมายถึงผู้นำประเทศสังคมนิยมที่ไม่ยอมเดินตามแนวทางของสหภาพโซเวียต และความหวาดระแวงดังกล่าวเพิ่งมาหมดไปเมื่อจีนเข้าช่วยเหลือเกาหลีเหนือในสงครามเกาหลี ดังความตอนหนึ่งว่า

 

เหตุผลที่เราไม่ตอบรับการรับรองจากคุณก็คือ ตอนนั้นสหายโซเวียตไม่อยากให้เราสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับคุณ ... สหายเอ๋ย ในตอนนั้นถ้าสหภาพโซเวียตแสดงความเห็นใดๆ ออกมา ก็ยากที่เราจะไม่เห็นด้วย มีการพูดกันในขณะนั้นว่า โลกนี้มีติโต 2 คน คนหนึ่งอยู่ที่ยูโกสลาเวีย อีกคนหนึ่งอยู่ที่จีน ... ข้าพเจ้าเคยถามสหายโซเวียตว่า “คุณเคยสงสัยว่าข้าพเจ้าเป็น “กึ่งติโต” ใช่หรือไม่?” มาถึงตอนนี้พวกเขาไม่ยอมรับเสียแล้ว แล้วพวกเขาเลิกตีตราว่าข้าพเจ้าเป็น “กึ่งติโต” ตั้งแต่เมื่อไหร่? ก็ตั้งแต่เราต่อสู้กับลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกันในสงครามเกาหลีนั่นแหละ[9]

           

            ภายหลังจากสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตแล้วเสร็จ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนยูโกสลาเวียก็เป็นไปอย่างราบรื่น การที่จีนส่งอู๋ซิ่วเฉวียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกรรมการกลางพรรคไปเป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเบลเกรดคนแรกนั้นสร้างความประทับใจไม่น้อยแก่ติโต ด้วยแสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับยูโกสลาเวียเป็นพิเศษ[10] แม้จะมีประเด็นที่สร้างความระคายเคืองระหว่างกันอยู่บ้าง เช่น ในระหว่างการมาเยือนจีนของคณะผู้แทนสหภาพแรงงานจากยูโกสลาเวียเพื่อร่วมงานวันแรงงานสากลใน ค.ศ. 1955 แผนที่โลกในแขวนไว้ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งระบุว่า ยูโกสลาเวียเป็นประเทศทุนนิยมและเป็นที่ตั้งของฐานทัพอเมริกัน[11] ซึ่งเข้าใจว่าเป็นแผนที่ที่เขียนขึ้นในช่วงที่จีนยังคงประณามติโตตามอย่างสหภาพโซเวียต เป็นต้น แต่ประเด็นนี้ก็มิได้ลุกลามบานปลายจนกระทบความสัมพันธ์โดยรวม แต่แล้ววิกฤตการณ์ทางการเมืองในยุโรปตะวันออกที่เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1956 จะเป็นชนวนที่นำไปสู่ความร้าวฉานในความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศจนต้องเผชิญหน้ากันและกลายเป็นศัตรูกันที่สุด




[1]  Wu Xiuquan, Eight Years in the Ministry of Foreign Affairs (January 1950 - October 1958) – Memoirs of a Diplomat (Beijing: New World Press, 1985), 120. 
[2] Jovan Cavoski, “Overstepping the Balkan boundaries: The Lesser known history of Yugoslavia’s early relations with Asian countries (new evidence from Yugoslav/Serbian archives),” Cold War History 11 (November 2011): 562.
[3] Ibid.: 561.
[4] Ibid.: 562-563.
[5] Michael H. Hunt, The Genesis of Chinese Communist Foreign Policy (New York: Columbia University Press, 1996), 178-179.
[6] นำมาตีพิมพ์อีกครั้งเป็นจุลสารใน ค.ศ. 1952 ดูใน Liu Shaoqi, Internationalism and Nationalism (Peking: Foreign Languages Press, 1952), available from https://www.marxists.org/reference/archive/liu-shaoqi/1952/internationalism_nationalism/, accessed 1 October 2015.
[7] Mao Zedong, Selected Works of Mao Zedong, Volume IV (Peking: Foreign Languages Press, 1961), 445.
[8] Wu Xiuquan, Ibid., 94-95.
[9] Mao Zedong, On Diplomacy (Beijing: Foreign Languages Press, 1998), 195-196.  
[10] Wu Xiuquan, Ibid., 103
[11] Ibid., 98.

จีนกับยูโกสลาเวียสมัยติโต (ตอนที่ 1 บทนำ)


“พวกลัทธิแก้สมัยใหม่อย่างคณะผู้ปกครองของยูโกสลาเวียนั้นใช้ลัทธิชาตินิยมกระฎุมพีมาคัดค้านลัทธิสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ ใช้ชาติเป็นเครื่องอำพรางเพื่อต่อต้านความเป็นปึกแผ่นแบบสากลนิยม

และกลายเป็นเสียงสะท้อนของลัทธิจักรวรรดินิยมไปอย่างเต็มตัวแล้ว”

เติ้งเสี่ยวผิง, ค.ศ. 1959[1]

 

“นับตั้งแต่พรรคของเราทั้งสองกลับมาติดต่อกันอีกครั้ง ความสัมพันธ์ก็เป็นไปอย่างดีมาก สหายติโตมาเยือนจีนก่อนและเป็นผู้เปิดหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองพรรค ตอนนั้นประธานพรรคของเราคือฮว่ากั๋วเฟิง ส่วนข้าพเจ้าพบกับสหายติโตในฐานะทหารอาวุโส เราสนทนากันอย่างมีไมตรีและตกลงที่จะลืมอดีตเพื่อมุ่งสู่อนาคต ... จริงอยู่ที่การวิเคราะห์อดีตนั้นเป็นสิ่งมีค่า แต่ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ แต่ละพรรคไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่ เล็ก หรือกลางต่างควรเคารพประสบการณ์และการเลือกของพรรคอื่น รวมทั้งหยุดวิจารณ์แนวทางการดำเนินงานของพรรคและประเทศอื่น ... น่าเสียดายที่จีนเองก็เคยทำผิดด้วยการวิจารณ์พรรคอื่นมาก่อน”

เติ้งเสี่ยวผิง, ค.ศ. 1987[2]

 

                                เติ้งเสี่ยวผิงกับติโต เมื่อ ค.ศ. 1977

(ภาพจาก http://cpc.people.com.cn/GB/69112/69113/69685/69697/4724009.html)
 

           

ในยุคสงครามเย็น จีนและยูโกสลาเวียต่างเป็นรัฐสังคมนิยมที่มีลักษณะบางประการคล้ายคลึงกัน ประการแรก การปฏิวัติสังคมนิยมของทั้งสองประเทศเกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของผู้นำอย่างเหมาเจ๋อตง (Mao Zedong) และโยซิฟ บรอส ติโต (Josif Broz Tito) ซึ่งมีฐานสนับสนุนจากมวลชนในชนบท จนมีนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่าการปฏิวัติของทั้งสองประเทศเกิดขึ้นจากการปลุกระดมชาวนา (peasant mobilization) เพื่อต่อสู้กับฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง[3] ซึ่งในกรณีของจีนคือการต่อสู้กับลัทธิแสนยนิยม (militarism) ของญี่ปุ่น และในกรณีของยูโกสลาเวียคือการต่อสู้กับลัทธินาซี (Nazism) ของเยอรมนี ต่างจากรัฐสังคมนิยมส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันออกที่สถาปนาขึ้นด้วยอำนาจทางการทหารของสหภาพโซเวียตในครึ่งหลังของทศวรรษ 1940

ความคล้ายคลึงกันประการที่สองก็คือ หลังการสถาปนารัฐสังคมนิยมในยูโกสลาเวียและจีนเมื่อ ค.ศ. 1945 และ 1949 ตามลำดับ ทั้งสองประเทศต่างดำเนินนโยบายพึ่งพิงสหภาพโซเวียตอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะเกิดความตึงเครียดจนต้องยุติความเป็นพันธมิตรระหว่างกัน ดังจะเห็นได้ว่ายูโกสลาเวียมีความขัดแย้งกับสหภาพโซเวียตจนถูกขับไล่ออกจากองค์การโคมินฟอร์ม (Cominform) ใน ค.ศ. 1948 และถึงแม้ว่าใน ค.ศ. 1954 ทั้งสองฝ่ายจะกลับมาสมานไมตรีกัน แต่ยูโกสลาเวียก็มิได้เป็นประเทศบริวารของสหภาพโซเวียตเฉกเช่นหลายประเทศในยุโรปตะวันออก ขณะที่จีนในปลายทศวรรษ 1950 ก็มีความขัดแย้งกับสหภาพโซเวียตจนกลายเป็นการเผชิญหน้าและแข่งขันกันอย่างยาวนานจนถึงทศวรรษ 1980 จึงมีการปรับปรุงความสัมพันธ์จนเข้าสู่สภาวะปกติ

แม้ว่าจีนและยูโกสลาเวียจะมีลักษณะบางประการที่คล้ายคลึงกันตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในยุคสงครามเย็นกลับไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นและสนิมสนม ดูได้จากภายหลังการสถาปนารัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ผ่านไปไม่ถึง 4 เดือน จีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศสังคมนิยมจำนวน 11 ประเทศ[4] ขาดแต่ยูโกสลาเวียเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะในช่วง ค.ศ. 1949 ถึงกลางทศวรรษ 1950 จีนดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียตซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ แก่จีนเป็นจำนวนมาก จีนจึงไม่กล้าที่จะเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐสังคมนิยมที่เป็นศัตรูกับสหภาพโซเวียตอย่างยูโกสลาเวีย[5] ต้องรอจนกระทั่งสหภาพโซเวียตกับยูโกสลาเวียกลับมาสมานไมตรีกันอีกครั้งใน ค.ศ. 1954 จีนจึงตกลงใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูโกสลาเวียในปีถัดมา   

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตใน ค.ศ. 1955 ก็เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เป็นผลมาจากมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างสองฝ่ายเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของรัฐสังคมนิยมฮังการีที่ต้องการเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1956 กล่าวคือ จีนสนับสนุนการใช้กำลังบุกฮังการีของสหภาพโซเวียตเพื่อสยบความเคลื่อนไหวดังกล่าว ขณะที่ยูโกสลาเวียแม้จะสนับสนุนการใช้กำลังในครั้งนั้น แต่ติโตก็ได้แสดงความเห็นว่ามูลเหตุของความไม่สงบในฮังการีส่วนหนึ่งมาจากการที่สหภาพโซเวียตควบคุมยุโรปตะวันออกอย่างเข้มงวดและกดขี่ ทัศนะดังกล่าวของติโตทำให้จีนมองว่ายูโกสลาเวียกำลังทำลายเอกภาพของโลกสังคมนิยมและเดินไปสู่การเป็นลัทธิแก้ (revisionism)[6] ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียจึงเข้าสู่ความตึงเครียดจนกระทั่งใน ค.ศ. 1958 ทั้งสองฝ่ายได้ลดความสัมพันธ์เหลือแค่ระดับอุปทูต (chargé d’affaires) และการที่การเมืองจีนเข้าสู่สมัยซ้ายจัดในทศวรรษ 1960 จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่าการปฏิวัติวัฒนธรรม (The Cultural Revolution) ใน ค.ศ. 1966 ก็ยิ่งเป็นอุปสรรคที่ทำให้การสมานไมตรีระหว่างสองประเทศไม่อาจเกิดขึ้นได้

ในปลายทศวรรษ 1960 เมื่อกระแสแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนเริ่มแผ่วลง จีนได้หันมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ที่เสียหายไป จีนกับยูโกสลาเวียตัดสินใจกลับมามีความสัมพันธ์ในระดับเอกอัครราชทูตอีกครั้งใน ค.ศ. 1970 และที่สำคัญก็คือการเดินทางเยือนกันและกันของผู้นำระดับสูงสุดของทั้งสองฝ่าย โดยติโตในฐานะประธานาธิบดีและประธานสันนิบาตคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวีย (The League of Communists of Yugoslavia) เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งใน ค.ศ. 1977 และฮว่ากั๋วเฟิง (Hua Guofeng) ประธานพรรคอมมิวนิสต์และนายกรัฐมนตรีของจีนเดินทางเยือนกรุงเบลเกรดเป็นการตอบแทนในปีถัดมา และเมื่อติโตถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1980 ฮว่ากั๋วเฟิงก็ได้เดินทางเยือนกรุงเบลเกรดอีกครั้งเพื่อร่วมในรัฐพิธีศพ

ในปัจจุบัน งานทางวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่นำไปสู่การสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียในช่วงทศวรรษ 1970 มีจำนวนไม่มาก โดยอาจแบ่งข้อสรุปของงานศึกษาเหล่านี้ได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมองว่าจีนกับยูโกสลาเวียหันมาสมานไมตรีกันเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการบุกเชโกสโลวะเกียของสหภาพโซเวียตและการประกาศหลักการเบรชเนฟ (The Brezhnev Doctrine) ใน ค.ศ. 1968 ที่อ้างความชอบธรรมของสหภาพโซเวียตในการใช้กำลังลงโทษประเทศสังคมนิยมอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมนอกลู่นอกทาง[7] ขณะที่งานในกลุ่มที่สองมองว่า จริงอยู่ที่การสมานไมตรีระหว่างจีนกับยูโกสลาเวียเริ่มขึ้นในต้นทศวรรษ 1970 เพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่มีนัยสำคัญตราบจนกระทั่งการถึงแก่อสัญกรรมของเหมาเจ๋อตงใน ค.ศ. 1976 และการขึ้นสู่อำนาจของผู้นำคนใหม่อย่างฮว่ากั๋วเฟิงและเติ้งเสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยศึกษาประสบการณ์ของยูโกสลาเวียเป็นตัวอย่าง จนนำไปสู่การเดินทางเยือนกันและกันของผู้นำระดับสูงสุดของทั้ง 2 ฝ่าย[8]

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่งานวิชาการทั้งสองกลุ่มไม่ได้ให้คำอธิบายที่ชัดเจนก็คือ ในบริบทของทศวรรษ 1970 ที่รัฐธรรมนูญของจีนฉบับ ค.ศ. 1975 และฉบับ ค.ศ. 1978 ล้วนแต่เน้นย้ำให้เชิดชูลัทธิสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ (proletarian internationalism) ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ อีกทั้งผู้นำสูงสุดของจีนในขณะนั้นคือเหมาเจ๋อตงและฮว่ากั๋วเฟิงต่างก็เป็นผู้นำรุ่นนักปฏิวัติและยังคงมีนโยบายสนับสนุนขบวนการฝ่ายซ้ายในการทำสงครามในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกนั้น ทางการจีนอธิบายหรือสร้างความสมเหตุสมผลอย่างไรในการสมานไมตรีกับยูโกสลาเวียซึ่งเป็นประเทศที่ตนตราหน้าว่า “ลัทธิแก้” โดยไม่ขัดกับกรอบอุดมการณ์ที่กำหนดโดยลัทธิมากซ์-เลนิน (Marxism – Leninism)




[1] Teng Hsiao-ping, “The Great Unity of the Chinese People and the Great Unity of the Peoples of the World,” in Ten Glorious Years, 1949-1959 (Beijing: Foreign Languages Press, 1960), 102.
[2] Deng Xiaoping, Selected Works of Deng Xiaoping Volume III (1982-1992) (Beijing: Foreign Languages Press, 1994), 234.
[3] Chalmers A. Johnson, Peasant Nationalism and Communist Power: The Emergence of Revolutionary China 1937-1945 (Stanford: Stanford University Press, 1962), 156-175.
[4] ได้แก่ สหภาพโซเวียต บัลแกเรีย โรมาเนีย ฮังการี เกาหลีเหนือ เชโกสโลวะเกีย โปแลนด์ มองโกเลีย เยอรมนีตะวันออก แอลเบเนีย และเวียดนาม  
[5] จางเหมี่ยนลี่, “จงกั๋วอวี่หนานซือลาฟูเจี้ยนเจียวสื่อม่อ,” (กระบวนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย) ตางไต้จงกั๋วสื่อเหยียนจิว (วารสารประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัยศึกษา) 13 (พฤษภาคม 2006): 93-100.
[6] Roderick MacFarquhar, The Origins of the Cultural Revolution 1: Contradictions among the People 1956-1957 (New York: Columbia University Press, 1974), 171-174.
[7] ตัวอย่างงานในกลุ่มแรกคือ A Ross Johnson, “Yugoslavia and the Sino-Soviet Conflict: The Shifting Triangle, 1948-1974,” Studies in Comparative Communism 7 (Spring-Summer, 1974); 184-203; Harish Kapur, Distant Neighbours: China and Europe (London: Pinter Publishers, 1990), 108-117; เซียวจงจื้อ, “ซื่อลุ่นจงกั๋วอวี่หนานซือลาฟูกวานซี่เตอะเหยี่ยนเปี้ยนจี๋เฉิงอิน,” (ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงและปัจจัยที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย) ต๋างสื่อเหยียนจิวอวี่เจี้ยวเสวีย (วารสารการวิจัยและการสอนประวัติศาสตร์พรรค) 3 (1999): 31-35; กุ้ยชาง, จงกั๋วอวี่หนานซือลาฟูกวานซี่จงเตอะซูเหลียนยินซู่ (ปัจจัยโซเวียตในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยูโกสลาเวีย) (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยการต่างประเทศจีน, 2007), 29-34.  
[8] ตัวอย่างงานกลุ่มที่สองคือ David A. Andelman, “China’s Balkan Strategy,” International Security 4 (Winter 1979/80): 60-79; Melvin Gurtov and Byong-Moo Hwang, China under Threat: The Politics of Strategy and Diplomacy (Baltimore: Johns Hopkins University Press, 1980), 254-255; David Shambaugh, “China and Europe,” Annals of the American Academy of Political and Social Science 519 (January 1992): 101-114.