วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมจีนของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: กรณีศึกษางานฉลอง 600 ปี การเดินเรือของเจิ้งเหอในอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย




การใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมจีนของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:
กรณีศึกษางานฉลอง 600 ปี การเดินเรือของเจิ้งเหอในอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซียเมื่อ ค.ศ. 2005
อ่านบทความฉบับเต็มได้ในวารสาร กระแสอาคเนย์ ฉบับที่ 76 (เมษายน 2553) หน้า 10-26
หรือที่
http://tdc.thailis.or.th/tdc//browse.php?option=show&browse_type=title&titleid=38591&query=%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5&s_mode=any&d_field&d_start=0000-00-00&d_end=2553-10-18&limit_lang&limited_lang_code&order&order_by&order_type&result_id=12&maxid=16

การจัดงานฉลอง 600 ปีการเดินเรือของเจิ้งเหอในอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซียไม่ได้มาจากแรงผลักดันของทางการจีนหรือชุมชนคนเชื้อสายจีนในประเทศเหล่านี้แต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นความต้องการของรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ที่จะใช้วัฒนธรรมจีนเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของตนในด้านต่างๆ โดยสิ่งที่เหมือนกันในสามประเทศก็คือ รัฐบาลต้องการส่งเสริมกิจกรรมของคนเชื้อสายจีนเพื่อให้คนเหล่านี้เป็นสะพานในการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้นนับจากการเปิดประเทศเมื่อ ค.ศ. 1978 เป็นต้นมา แต่กระนั้นก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่แตกต่างกันไปที่ทำให้รัฐบาลของแต่ละประเทศสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว สำหรับอินโดนีเซียแล้ว เจิ้งเหอคือสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งสอดคล้องกับความปรารถนาของทางการอินโดนีเซียนับแต่ได้รับเอกราชที่จะสร้างบูรณาการแห่งชาติ (national integration) ให้บังเกิดขึ้น ในส่วนของสิงคโปร์ เจิ้งเหอคือสัญลักษณ์ของเครือข่ายทางการค้าและความเป็นพหุสังคมซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ในฐานะที่เป็น “ชาติ” ที่เติบโตขึ้นมาโดยอาศัยปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับโลกภายนอกเป็นสำคัญ และสำหรับมาเลเซีย รัฐบาลพรรคอัมโนสนับสนุนกิจกรรมของคนเชื้อสายจีนเพื่อแย่งชิงคะแนนเสียงจากพรรคฝ่ายค้าน รวมทั้งยังใช้กิจกรรมทางวัฒนธรรมดังกล่าวมาส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นความพยายามของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะใช้วัฒนธรรมจีนและชุมชนคนเชื้อสายจีนให้เกิดประโยชน์อย่างรอบด้าน

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

บทบาทของมติมหาชนในนโยบายต่างประเทศของจีน




ความคิดเห็นหรือท่าทีของประชาชนกลุ่มใหญ่ที่มีต่อประเด็นสำคัญๆ ของสังคม หรือที่เรียกว่า มติมหาชน (public opinion) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่เป็นรัฐอ่อน (soft state) ซึ่งหมายถึง รัฐที่ถูกครอบงำโดยสังคมและมักกำหนดนโยบายตามข้อเรียกร้องของสังคม ดังเช่นประเทศประชาธิปไตยในโลกตะวันตก ตรงข้ามกับรัฐแข็ง (strong state) ที่รัฐสามารถควบคุมสังคมหรือกลุ่มสังคมภายในรัฐไว้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำตามข้อเรียกร้องของสังคมเสมอไป ดูเหมือนว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีพรรคคอมมิวนิสต์ผูกขาดอำนาจมาตั้งแต่ ค.ศ. 1949 จะจัดอยู่ในรัฐประเภทนี้ อย่างไรก็ตาม หลังการประกาศใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศใน ค.ศ. 1978 ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมก็เปลี่ยนแปลงไปจนส่งผลกระทบต่อความเป็นรัฐแข็งของจีน

ลักษณะสำคัญของรัฐจีนหลังยุคเหมา (post – Mao state) ก็คือ การที่รัฐยุติการเข้าไปแทรกแซงชีวิตประจำวันของประชาชน และเปิดให้ประชาชนมี “อาณาบริเวณสาธารณะ” (public sphere) ตราบเท่าที่พวกเขาไม่ท้าทายอำนาจสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์ (Shambaugh, 2000, p. 184) ถึงแม้ว่าทางการจีนจะยังคงมีกลไกควบคุมสื่อมวลชนอยู่ หากแต่รัฐซึ่งต้องการลดภาระทางการเงินก็ได้ปล่อยให้สื่อต่างๆ ประกอบการในเชิงพาณิขย์เพื่อให้เลี้ยงตัวเองได้ ทำให้สื่อเหล่านี้นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายตามความสนใจของผู้บริโภค การเข้ามาของสื่ออินเตอร์เน็ตในทศวรรษ 1990 ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งทำให้ประชาชนมีช่องทางในการรับข้อมูลที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่อาจผูกขาดข้อมูลข่าวสารได้อีกต่อไปก็คือ การลดลงของยอดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน (人民日报) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรค (党报) หลิวต้าเป่า (刘大保) นักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์วิจัยของหนังสือพิมพ์ดังกล่าวได้ให้สัมภาษณ์กับวิภา อุตมฉันท์ เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2003 ว่า ประชาชนรายวัน มียอดจำหน่ายไม่ถึง 2 ล้านฉบับต่อวัน จากเดิมในยุคก่อนเปิดประเทศที่ยอดจำหน่ายสูงถึงวันละ 7-8 ล้านฉบับ (วิภา อุตมฉันท์ และ นิรันดร์ อุตมฉันท์, 2549, น. 94-95) สาธารณชนจึงรับรู้ประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากสื่อเพื่อการค้าเหล่านี้ซึ่งมีเนื้อหาแบบสัจนิยม (realist) มากกว่าจะรับรู้จากสื่อของทางการที่มีเนื้อหาแบบอุดมคตินิยม (idealist) เหมือนอย่างแต่ก่อน (Qing Cao, 2007) ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ทางการจีนเรียกว่านโยบายต่างประเทศแบบ “สันตินิยม” (pacifism) อาจกลายเป็นนโยบายต่างประเทศที่อ่อนแอในสายตาของประชาชนจีนก็ได้

กรณีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับมติมหาชนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เบี่ยงเบนไปจากแนวทางของรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็คือ ใน ค.ศ. 1996 หนังสือที่ชื่อ จีนสามารถพูดว่าไม่ (中国可以说不หรือ China Can Say No) ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทความที่มีจางเสี่ยวปอ (张小波) เป็นบรรณาธิการกลายเป็นหนังสือขายดี ในด้านหนึ่ง หนังสือเล่มนี้โจมตีสหรัฐอเมริกาว่าต้องการสกัดกั้นการเจริญเติบโตของจีน เช่น การขัดขวางไม่ให้จีนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกเมื่อ ค.ศ. 2000 การถ่วงเวลาในการเจรจากับจีนซึ่งต้องการเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก การสนับสนุนความเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชของทิเบต ปฏิบัติการลับของซีไอเอ (CIA) ในจีน เป็นต้น แต่ขณะเดียวกัน หนังสือเล่มนี้ก็ได้วิจารณ์ว่ารัฐบาลจีนอ่อนข้อให้กับสหรัฐอเมริกามากเกินไป โดยขาดความกล้าที่จะแสดงความเป็นมหาอำนาจด้วยการท้าทายหรือ “พูดว่าไม่” (say no) กับสหรัฐฯ (Fewsmith and Rosen, 2001, p. 163) ยอดจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ที่สูงถึง 2 ล้านเล่มสะท้อนให้เห็นว่า เนื้อหาในหนังสือน่าจะสอดคล้องกับความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่แต่เดิมของผู้อ่านพอสมควร และความรู้สึกเช่นนี้จะแสดงออกมาอย่างชัดเจนเมื่อเกิดปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังกรณีของการประท้วงต่อต้านสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 1999 และ ค.ศ. 2005 ตามลำดับ

การประท้วงต่อต้านสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1999

การประท้วงต่อต้านสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1999 มีสาเหตุมาจากวิกฤตการณ์ในโคโซโว (Kosovo) กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาได้นำเรื่องที่ประธานาธิบดีสโลโบดาน มิโลเซวิช (Slobodan Milosevic) แห่งเซอร์เบียทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมเชื้อสายอัลเบเนียนในแคว้นโคโซโวมาเป็นเหตุผลในการทำสงคราม โดยสหรัฐอเมริกาเริ่มทิ้งระเบิดในเซอร์เบียเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1999 และแล้วในวันที่ 7 พฤษภาคมของปีนั้น ได้มีระเบิดตกลงไปยังสถานทูตจีนในกรุงเบลเกรด ส่งผลให้มีชาวจีนเสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บกว่า 20 คน โดยสหรัฐฯ อ้างว่านักบินที่ทิ้งระเบิดเข้าใจผิดว่าอาคารสถานทูตจีนเป็นสถานที่สำคัญทางทหารของเซอร์เบีย เรื่องนี้ทำให้ชาวจีนโกรธแค้นและพากันออกมาประท้วงตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศจำนวนรวมกันหลายแสนคน โดยเฉพาะที่สถานทูตอเมริกันในกรุงปักกิ่งซึ่งฝูงชนได้ปาก้อนหินและไข่จนอาคารสถานทูตได้รับความเสียหาย รวมทั้งมีการตะโกนว่า “ฆ่าชาวอเมริกัน” และเผาธงชาติสหรัฐฯ (Hughes, 2006, p. 85)

ทางการจีนมีความกังวลว่าอารมณ์โกรธแค้นของประชาชนจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่บานปลายจนกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะความพยายามของจีนที่จะเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ให้สำเร็จภายใน ค.ศ. 1999[1] แต่ในอีกทางหนึ่ง ถ้าทางการจีนห้ามปรามไม่ให้มีการประท้วง ประชาชนก็จะหันมาระบายอารมณ์โกรธเคืองกับทางการและวิพากษ์วิจารณ์ว่าผู้นำของตนไม่กล้า “พูดว่าไม่” (say no) กับสหรัฐฯ จนอาจกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทางการจีนอยู่ในสภาวะที่ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” (dilemma) นั่นเอง

ในวันที่ 9 พฤษภาคม หรือไม่ถึง 2 วันหลังการทิ้งระเบิด รองประธานาธิบดีหูจิ่นเทาได้กล่าวสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์ซึ่งสะท้อนความพยายามของทางการจีนในการจัดการกับสภาวะดังกล่าว ในทางหนึ่ง หูได้ตอบสนองอารมณ์ของผู้ชุมนุมประท้วงด้วยการประณามการกระทำของสหรัฐอเมริกาและเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจัดการประชุมฉุกเฉิน เขาระบุด้วยว่าการชุมนุมประท้วงสหรัฐอเมริกาถือเป็นสิทธิที่ชาวจีนผู้รักชาติทั้งหลายสามารถทำได้ แต่ต้องเป็นไปในกรอบของกฎหมายและระวังไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีบ่อนทำลายเสถียรภาพทางสังคม แต่ในอีกทางหนึ่ง หูระบุว่านโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ รวมทั้งนโยบายต่างประเทศของจีนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในขั้นมูลฐาน (Hughes, 2006, pp. 85-86) ซึ่งเท่ากับเป็นการเน้นว่าการประท้วงครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาในด้านอื่นๆ แต่กระนั้น ภาพแห่งความรุนแรงและก้าวร้าวของประชาชนจีนก็ได้แพร่ออกไปตามสื่อต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นภาพลักษณ์ในทางลบ

การประท้วงต่อต้านญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2005

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ตกเป็นเป้าของอารมณ์โกรธแค้นของประชาชนจีน ทั้งนี้เป็นผลมาจากความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามจีน – ญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 1894 ที่จีนต้องเสียไต้หวัน กรณีแมนจูเรียเมื่อ ค.ศ. 1931 สงครามต่อต้านญี่ปุ่นระหว่าง ค.ศ. 1937 ถึง ค.ศ. 1945 ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง เพลง มาร์ชทหารอาสาสมัคร (义勇军进行曲) ซึ่งเป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีนก็มีกำเนิดจากเพลงปลุกใจที่ใช้ในการต่อต้านญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นมีความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อจุนอิชิโร โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ ค.ศ. 2001 ซึ่งหลังจากนั้นทุกๆ ปี เขาจะเดินทางไปทำพิธี ณ สุสานยาสุกูนิ (The Yasukuni Shine) ซึ่งเป็นที่ฝังศพของนายทหารที่มีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ชาวจีนจำนวนมากมองด้วยความไม่พอใจว่า การกระทำของเขาถือเป็นการให้ความชอบธรรมต่อลัทธิแสนยนิยม (militarism) ของญี่ปุ่น แต่กระนั้น จีนกับญี่ปุ่นก็มีผลประโยชน์ร่วมกันในด้านอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยใน ค.ศ. 2004 การค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่ารวม 1.67 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และในปีนั้นญี่ปุ่นได้กลายเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีนแทนที่สหรัฐอเมริกา รวมทั้งมีชาวจีนศึกษาอยู่ในญี่ปุ่นถึง 70,000 คน (เขียน ธีระวิทย์, 2549, น. 113)

ปัญหาที่เป็นชนวนไปสู่การประท้วงต่อต้านญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน ค.ศ. 2005 ได้แก่ (1) การที่กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นอนุมัติให้ใช้ตำราเรียนประวัติศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาจำนวน 8 เล่ม ซึ่งชาวจีนมองว่ามีเนื้อหาบิดเบือนประวัติศาสตร์โดยละเลยที่จะยอมรับความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่นที่กระทำต่อชาวจีน และ (2) ความพยายามของญี่ปุ่นที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ทำให้มีชาวจีนร่วมกันลงนามคัดค้านในอินเตอร์เน็ตถึง 20 ล้านคน (ไชยวัฒน์ ค้ำชู, 2548, น. 49) ในกรุงปักกิ่ง ชาวจีนนับหมื่นคนเดินขบวนไปยังสถานทูตและบ้านพักเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น และได้ขว้างปาสิ่งของ รวมทั้งทุบทำลายหน้าต่างของอาคารและสถานที่ดังกล่าวเพื่อระบายความโกรธแค้น ขณะที่ในเซี่ยงไฮ้ ประชาชนนับหมื่นคนได้เดินขบวนไปยังสถานกงสุลญี่ปุ่น โดยระหว่างทางได้ทำลายบริษัทห้างร้านของชาวญี่ปุ่น คว่ำรถยนต์ญี่ปุ่น และตะโกนถ้อยคำเช่น “ญี่ปุ่นจงพินาศ” และ “จงไปให้พ้น” เป็นต้น (ไชยวัฒน์ ค้ำชู, 2548, น. 49-50)

เมื่อประเด็นทางประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่อ่อนไหวในความรู้สึกของประชาชน ถ้าทางการจีนละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวในระดับที่ประชาชนคาดหวังก็อาจนำมาซึ่งความไม่พอใจของประชาชนได้ ดังกรณีของกระแสต่อต้าน “แนวคิดใหม่” (New Thinking) ในการดำเนินความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2003[2] ทางการจีนจึงอยู่ในสภาวะเดียวกับการประท้วงต่อต้านสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1999 กล่าวคือ ในทางหนึ่งจะต้องตอบสนองต่ออารมณ์และความคาดหวังของประชาชนที่ออกมาประท้วง แต่ในอีกทางหนึ่งก็ต้องควบคุมเหตุการณ์ไม่ให้บานปลายจนกระทบต่อความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ กับญี่ปุ่น ในวันที่ 12 เมษายน ถังเจียเสวียน (唐家璇) มุขมนตรีได้พบปะกับโตโยฮิโกะ ยามาโนอูชิ (Toyohiko Yamanouchi) ประธานสำนักข่าวเกียวโด (Kyodo News Agency) ของญี่ปุ่น ถังระบุว่าประชาชนจีนไม่อาจเข้าใจได้ว่า ประเทศญี่ปุ่นที่ยังไม่ยอมรับประวัติศาสตร์อันก้าวร้าวของตนเอง และไม่เข้าใจความรู้สึกของคนต่างชาติที่ตกเป็นเหยื่อของการรุกรานจะสามารถทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้อย่างไร แต่ถังก็เน้นย้ำว่า ทางการจีนไม่สนับสนุนให้ผู้ประท้วงทำการประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวญี่ปุ่น อีกทั้งยังหวังด้วยว่าประชาชนของทั้งสองประเทศจะมองไปข้างหน้าและเป็นมิตรต่อกันตลอดไป (Handling China – Japan Ties Carefully, 2005, April 28, p. 16) และในวันที่ 15 เมษายน สำนักงานความปลอดภัยสาธารณะ (Public Security Bureau) ของเทศบาลกรุงปักกิ่งได้ออกประกาศว่า การเดินขบวนหรือชุมนุมประท้วงที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการถือว่าผิดกฎหมาย และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลจีนจะสามารถจัดการความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นได้อย่างเหมาะสม (เขียน ธีระวิทย์, 2549, น. 114)

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในการประท้วงต่อต้านสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า มติมหาชนกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในชุมชนนโยบายต่างประเทศ (foreign policy community) ของจีน การเติบโตของธุรกิจสิ่งพิมพ์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ประชาชนจีนมีช่องทางในการรับรู้เรื่องราวของโลกภายนอกโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อของทางการอย่างแต่ก่อน ทางการจีนปัจจุบันจึงมีความสามารถที่ลดลงกว่าเดิมในการควบคุมหรือจัดการกับมติมหาชน (แม้จะยังมีกลไกควบคุมสื่อมวลชนและระบบการศึกษาอยู่ก็ตาม) รวมทั้งยังต้องตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของมหาชนมากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งความชอบธรรมทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือที่ Christopher R. Hughes (2006) ซึ่งศึกษาเรื่องลัทธิชาตินิยมของจีนในยุคโลกาภิวัตน์เรียกสภาวะดังกล่าวว่า “ความไร้อำนาจของผู้มีอำนาจ” (the powerlessness of the powerful) เนื่องจากวาทกรรมที่ผลิตโดยชนชั้นนำ (elite discourse) ต้องเผชิญความท้าทายจากลัทธิชาตินิยมแบบมวลชน (popular nationalism) ซึ่งมีลักษณะตรงกับที่ William A. Callahan (2010) เรียกว่า “ลัทธิชาตินิยมแบบมองโลกในแง่ดีผสมร้าย” (pessoptimist nationalism) กล่าวคือ เป็นลัทธิชาตินิยมที่ภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของตน และมีความเชื่อมั่นว่าประเทศของตนกำลังจะเดินไปสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นลัทธิชาตินิยมที่มีบาดแผลจาก ”ความอัปยศแห่งชาติ” (国耻) ในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ (ค.ศ. 1840 – ค.ศ. 1949) ที่จีนตกเป็นเหยื่อการรุกรานของประเทศมหาอำนาจ[3] ซึ่งบาดแผลดังกล่าวพร้อมเสมอที่จะกลายสภาพเป็นอารมณ์อันโกรธแค้นและรุนแรงเมื่อมีเหตุการณ์มากระตุ้น ลัทธิชาตินิยมแบบมวลชนในลักษณะนี้จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายแนวคิดเกี่ยวกับสันติภาพที่ทางการจีนพยายามเน้นย้ำอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องสันติภาพตามแบบขงจื่อ การทะยานขึ้นอย่างสันติ (Peaceful Rise) รวมทั้งจิตวิญญาณของ “ทูตสันติภาพ” อย่างเจิ้งเหอในนโยบายต่างประเทศของจีน

บรรณานุกรม

เขียน ธีระวิทย์. (2549). จีนใหม่ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มติชน.

ไชยวัฒน์ ค้ำชู. (2548). จีน - ญี่ปุ่น: ประวัติศาสตร์เบื้องหลังความขัดแย้งของสองมหาอำนาจและนัยต่อภูมิภาคเอเชียในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: openbooks.

วิภา อุตมฉันท์ และ นิรันดร์ อุตมฉันท์. (2549). เจาะลึกสื่อจีน. กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Callahan, William A. (2010). China: The Pessoptimist Nation. New York: Oxford University Press.

Fewsmith, Joseph and Stanley Rosen. (2001). The Domestic Context of Chinese Foreign Policy: Does “Public Opinion” Matter?. In David M. Lampton (Ed.), The Making of Chinese Foreign and Security Policy in the Era of Reform (pp. 151-187). Stanford, CA: Stanford University press.

Handling China - Japan Ties Carefully. (2005, April 28). Beijing Review, 48(17), 16-17.

Hughes, Christopher R. (2006). Chinese Nationalism in the Global Era. London: Routledge.

Pearson, Margaret M. (2001). The Case of China’s Accession to GATT/WTO. In David M.
Lampton (Ed.), The Making of Chinese Foreign and Security Policy in the Era of Reform (pp. 337-370). Stanford, CA: Stanford University Press.

Peng Guangqian. (2004). China’s National Defense (Chen Ru, trans.). Beijing: China Intercontinental Press.

Qing Cao. (2007). Confucian Vision of a New World Order?: Cultural Discourse, Foreign Policy and the Press in Contemporary China. International Communication Gazette, 69(5), 431-450.

Shambaugh, David. (2000). The Chinese State in the Post- Mao Era. In David Shambaugh (Ed.), The Modern Chinese State (pp. 161-187). New York: Cambridge University Press.

Xiao Zhou. (2004, April 15). New Thoughts, Old Grudges. Beijing Review, 47(15), 20-21.

Zhou Yihuang. (2004). China’s Diplomacy. Beijing: China Intercontinental Press.

[1] จีนต้องการเจรจาเรื่องการเข้าเป็นสมาชิก WTO ให้สำเร็จใน ค.ศ. 1999 เพื่อให้ตรงกับโอกาสฉลอง 50 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน อันจะช่วยยกสถานะทางการเมืองของเจียงเจ๋อหมินให้สูงยิ่งขึ้น ขณะที่ Pearson (2001, pp. 344) มองว่าจีนไม่ต้องการรอให้ถึง ค.ศ. 2000 อันเป็นปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีการนำเอาประเด็นเรื่องจีนมาใช้หาเสียงจนเป็นอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิก WTO อีกทั้ง WTO กำลังจะจัดประชุมที่เมืองซีแอตเติล ซึ่งอาจมีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในการรับสมาชิกใหม่
[2] “แนวคิดใหม่” (New Thinking) เป็นข้อเสนอของปัญญาชนจีนกลุ่มหนึ่งเมื่อ ค.ศ. 2003 ที่ให้จีนเลิกหยิบยกเอาประเด็นทางประวัติศาสตร์มาเป็นเงื่อนไขในการดำเนินความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการนำเสนอแนวคิดนี้ได้แก่ หม่าลี่เฉิง (马立诚) ผู้เขียนบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาชนรายวัน ศาสตราจารย์สือยินหง (时殷弘) แห่งมหาวิทยาลัยประชาชนจีน และเฟิ่งเจาขุย (冯昭奎) นักวิจัยอาวุโสแห่งบัณฑิตยสภาสังคมศาสตร์แห่งประเทศจีน อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างหนักจากทั้งนักวิชาการและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะหม่าลี่เฉิงซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็น “คนทรยศ” (汉奸) จนต้องลาออกจากตำแหน่งและย้ายไปทำงานกับ Phoenix TV ในฮ่องกง ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ได้ใน Xiao Zhou (2004, April 15, pp. 20-21) และ Hughes (2006, pp. 146-151)
[3] สถิติของทางการจีนระบุว่า ระหว่าง ค.ศ. 1840 ถึง ค.ศ. 1949 จีนต้องยอมลงนามในสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับต่างชาติถึง 1,175 ฉบับ (Zhou Yihuang, 2004, p. 4)

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

สัมมนาหัวข้อ “สงครามเย็นในประเทศไทย” วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 เวลา 9.00 – 16.30 น. ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย








คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สัมมนาหัวข้อ “สงครามเย็นในประเทศไทย”
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 เวลา 9.00 – 16.30 น.
ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

8.30 – 9.00 ลงทะเบียน

9.00 – 9.10 กล่าวเปิดการสัมมนา โดย ผศ.ดร. วีระ สมบูรณ์
หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

9.10 – 9.30 ปาฐกถานำ โดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์

9.30 – 10.00 การนำเสนอบทความ
ประธานดำเนินรายการ: ผศ.ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์
“จากสงครามจิตวิทยาแบบอเมริกัน สู่การสร้าง "สัญลักษณ์" แห่งชาติภายใต้เงาอินทรี”
โดย ณัฐพล ใจจริง นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“A Brief Period of Thai Democratization in the Cold War (1969 – 71)”
โดย รศ.ดร. กุลลดา เกษบุญชู-มี้ด ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

10.30 – 10.45 พักรับประทานอาหารว่าง

10.45 – 11.15 การนำเสนอบทความ


“นัยสำคัญของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”
โดย สิทธิพล เครือรัฐติกาล นักศึกษาปริญญาเอก โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


11.15 – 12.15 อภิปราย และวิจารณ์บทความ
ผู้นำอภิปรายและผู้สรุปประเด็น: Professor Benedict Anderson

12.15 – 13.15 พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.15 – 13.45 การนำเสนอบทความ
ประธานดำเนินรายการ: ผศ. สรวิศ ชัยนาม
“The Birth of the Cold Warriors: The Border Patrol Police and the Internationalisation of Cold War Politics in Thailand, 1951 – 1965”
โดย Sinae Hyun นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาประวัติศาสตร์ University of Wisconsin (Madison)
“Emergence of Right-Wing Politics in Thailand between October 1973 – October 1976”
โดย จิติยา พฤกษาเมธานันท์ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“Cold War Tourism to Thailand and Applying Value to the Thai Way of Life”
โดย Matthew Phillips นักศึกษาปริญญาเอก School of Oriental and African Studies (SOAS), University of London
14.45 – 15.00 พักรับประทานอาหารว่าง

15.00 – 16.00 อภิปราย และวิจารณ์บทความ
ผู้นำอภิปรายและผู้สรุปประเด็น: Professor Benedict Anderson

16.00 – 16.20 ปาฐกถาปิด โดย Professor Benedict Anderson

16.20 – 16.30 กล่าวปิดงานสัมมนา โดย ผศ. สุรัตน์ โหราชัยกุล
รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิจัยและบริการวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


**ดำเนินรายการเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ**

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

ขอเชิญเข้าฟังการประชุมทางวิชาการ “เหตุเกิดในราชวงศ์หมิง” วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 8.00-16.00 น. ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

รูปบน: จักรพรรดิหย่งเล่อ รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิง ครองราชย์ ค.ศ. 1402 - 1424

http://www.asia.tu.ac.th/china/News050253.htm

ขอเชิญเข้าฟังการประชุมทางวิชาการ
“เหตุเกิดในราชวงศ์หมิง”

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 8.00-16.00 น.
ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารเอนกประสงค์ 1
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
จัดโดย โครงการจีนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา
ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ร่วมกับ โครงการปริญญาโทวัฒนธรรมจีนศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กำหนดการ

08.30 - 09.00 น. ลงทะเบียน

09.00 - 09.15 น. พิธีเปิด
กล่าวรายงาน
อ.รสสุคนธ์ ขันธ์นะภา
ประธานโครงการจีนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กล่าวเปิดงาน
ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

09.15 - 10.15 น. ปาฐกถาเกียรติยศ
ผศ.ดร.สืบแสง พรหมบุญ
รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต

10.15 – 10.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง

10.30 – 11.15 น. “นิยายกับธุรกิจการพิมพ์ในสมัยราชวงศ์หมิง”
ผศ.ดร. กนกพร นุ่มทอง
สาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้วิจารณ์
ผศ.ถาวร สิกขโกศล
ที่ปรึกษาโครงการจีนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

11.15 – 12.00 น. “เหตุเกิดในปลายสมัยหมิง: ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 16 ถึงต้นศตวรรษที่ 17”
ดร. ปิยดา ชลวร
นักวิชาการอิสระ

12.00 – 13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.30 – 14.15 น. “มุมมองของหมิง: การศึกษาภาพสะท้อนสังคมสยามในเอกสารประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์หมิง”
อ.ดร. ปิยะมาศ สรรพวีรวงศ์
ภาควิชาภาษาจีน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้วิจารณ์
รศ. วุฒิชัย มูลศิลป์
นายกสมาคมประวัติศาสตร์ฯ ภาคีราชบัณฑิต

14.15 – 15.00 น. “การศึกษาเบื้องต้นว่าด้วยการขัดเกลาจริยธรรมในปรัชญาของหวังหยังหมิง”
อ.ดร. ศริญญา อรุณขจรศักดิ์
ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้วิจารณ์
รศ.ดร. สุวรรณา สถาอานันท์
ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

15.00 – 15.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง

15.15 – 16.00 น.
“วิวาทะเกี่ยวกับสาเหตุการเดินเรือของเจิ้งเหอในต้นราชวงศ์หมิง”
อ. สิทธิพล เครือรัฐติกาล
โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ผู้วิจารณ์
อ.ประพฤทธิ์ ศุกลรัตนเมธี
ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายจีนศึกษา มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

พิธีกร อ.ดร.สุรสิทธิ์ อมรวณิชศักดิ์
ภาควิชาภาษาจีน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หนังสือ "Prisoner of the State" หรือ "บันทึกลับจ้าวจื่อหยาง"


ชื่อหนังสือภาษาอังกฤษ : Prisoner of the State: The Secret Journal of Premier Zhao Ziyang


ชื่อหนังสือภาษาไทย : บันทึกลับจ้าวจื่อหยาง เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดเทียนอันเหมิน

บรรณาธิการภาษาไทย: วรศักดิ์ มหัทธโนบล
คณะผู้แปล: สิทธิพล เครือรัฐติกาล ดวงใจ เด่นเกศินีล้ำ สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ และวิศรา ไกรวัฒนพงศ์

หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป วันนี้ ! (พิมพ์ครั้งที่สองแล้ว)
คุณเข้าถึงเบื้องหลังของรัฐบาลที่เป็นความลับที่สุดในโลกได้บ่อยแค่ไหน? บันทึกลับจ้าวจื่อหยาง เป็นหนังสือเล่มแรกที่นำเสนอภาพที่ชัดเจนแก่ผู้อ่านเพื่อให้เห็นถึงการทำงานภายในของรัฐบาลจีนที่ยากแก่การเข้าถึง เรื่องราวของนายกรัฐมนตรีจ้าวจื่อหยาง ผู้นำความเปลี่ยนแปลงตามแนวคิดเสรีนิยมมาสู่ประเทศ และในช่วงความตึงเครียดสูงสุดของการประท้วง เขาเป็นผู้พยายามหยุดยั้งการสังหารหมู่ ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินใน ค.ศ. 1989 ซึ่งความพยายามดังกล่าวนั้นเองเป็นเหตุที่ทำให้เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งในเวลาต่อมา

ในขณะที่กองทัพจีนเคลื่อนเข้ามาสังหารนักศึกษาและผู้เดินขบวนนับร้อยคน จ้าวถูกจับไปกักบริเวณไว้ในบ้านของเขาเอง ในซอยที่เงียบสงบแห่งหนึ่งของกรุงปักกิ่ง ผู้เป็นความหวังในการนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่จีนถูกปลดจากตำแหน่งไปพร้อมๆกับนโยบายของเขา นายกรัฐมนตรีผู้นี้ใช้เวลา 16 ปีสุดท้ายจนกระทั่งเสียชีวิตใน ค.ศ. 2005 ด้วยสภาพที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก รายละเอียดในบางช่วงของชีวิต เช่น การไปออกไปตีกอล์ฟ รูปถ่ายใบหน้าในวัยชราของเขา รวมถึงจดหมายที่เขาเขียนถึงผู้นำจีนบางคนถูกเผยแพร่ออกมาบ้าง นักวิชาการด้านจีนศึกษามักรู้สึกเสียดายที่จ้าวไม่เคยมีโอกาสได้กล่าวคำพูดสุดท้ายของเขาเลย

แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นในเวลาต่อมาก็คือ จ้าวได้ทำบันทึกความทรงจำอย่างลับที่สุด เขาได้บันทึกเทปอย่างเป็นระบบเพื่อรวบรวมความคิด และเรื่องราวจากความทรงจำของเขาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงเวลาที่สำคัญสุดในยุคสมัยใหม่ของจีน เทปที่เขาทำขึ้นถูกลักลอบนำออกนอกประเทศและได้ก่อร่างเป็นหนังสือเล่มนี้ ในบันทึกดังกล่าว จ้าวให้รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับการปราบปรามที่เทียนอันเหมิน เขาเล่าถึงแผนการและการทรยศหักหลังที่ผู้นำระดับสูงบางคนของจีนใช้เพื่อชิงความได้เปรียบเหนือผู้อื่น และจ้าวยังกล่าวถึงความจำเป็นของจีนที่ต้องรับเอาระบอบประชาธิปไตยเข้ามาเพื่อความสำเร็จในการสร้างเสถียรภาพระยะยาว

ประเทศจีนที่จ้าวพูดถึงไม่ใช่ประเทศจีนในยุคราชวงศ์ที่ล่มสลายไปนานแล้ว แต่เป็นประเทศจีนในปัจจุบัน ที่ซึ่งผู้นำยอมรับเศรษฐกิจแบบเสรี แต่ยังคงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

หากไม่มีเหล่าผู้นำหัวแข็งในช่วงเหตุการณ์เทียนอันเหมิน และหากจ้าวยังมีชีวิตอยู่ เขาอาจเป็นผู้ชี้นำระบบการเมืองของจีนให้ไปสู่ระบบที่เปิดกว้างและรับฟังต่อความเห็นที่แตกต่างได้มากขึ้น

จ้าวซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีอำนาจเหนือจัตุรัสเทียนอันเหมิน ได้เรียกร้องอย่างชัดเจนให้พรรคผ่อนปรนการควบคุมและให้เสรีภาพแก่ประชาชนบ้าง แม้ว่าในขณะนี้เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว แต่เสียงที่ผ่านบันทึกความทรงจำของเขานี้ก็ยังสามารถกระตุ้นความรู้สึกและมีความน่าสนใจ น้ำเสียงของจ้าวยังคงมีพลังทางศีลธรรมที่จะปลุกจีนให้ลุกขึ้นมารับฟัง

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เจิ้งเหอกับ Boeing 777-200LR Worldliner


เจิ้งเหอกับ Boeing 777-200LR Worldliner

จีนเริ่มมีเครื่องบินออกให้บริการรับส่งผู้โดยสารเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1930 ในเส้นทางระหว่างเซี่ยงไฮ้กับฮั่นโข่ว และนับตั้งแต่การปฏิรูปเศรษฐกิจในทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ธุรกิจสายการบินของจีนได้เติบโตขึ้นอย่างมาก ดูจากเมื่อ ค.ศ. 1987 ที่มีผู้โดยสารเดินทางภายในประเทศจีนด้วยเครื่องบินเพียง 13 ล้านคน แต่เมื่อถึง ค.ศ. 2006 ได้เพิ่มเป็น 160 ล้านคน (Wright, 1991; ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์, 2007) ขณะเดียวกัน สายการบินของจีนก็ได้ทยอยเลิกใช้เครื่องบินแบบรัสเซีย และหันมาซื้อเครื่องบินของบริษัทโบอิ้ง (Boeing) มากขึ้น จากเดิมใน ค.ศ. 1987 ที่สายการบินของจีนมีเครื่องบินโบอิ้งอยู่เพียง 45 ลำ กลายเป็น 537 ลำใน ค.ศ. 2005 หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 2 ใน 3 ของเครื่องบินโดยสารที่ใช้อยู่ในประเทศจีน (Wright, 1991; เขียน ธีระวิทย์, 2549, น. 232) และบริษัทโบอิ้งได้คาดการณ์ว่าในอีกสองทศวรรษนับจาก ค.ศ. 2005 จีนจะต้องการเครื่องบินโดยสารเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2,300 ลำ (Cao Desheng, 2005, July 30)

ใน ค.ศ. 2005 บริษัทโบอิ้งได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเครื่องบินรุ่น 777-200LR Worldliner ซึ่งถือเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีพิสัยการบินไกลที่สุด โดยสามารถบินได้ไกลถึง 21,601 กิโลเมตร ในเวลา 22 ชั่วโมง 42 นาที โดยไม่ต้องหยุดพัก และในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคมของปีนั้น บริษัทโบอิ้งได้นำเครื่องบินรุ่นนี้ออกบินเพื่อให้เป็นที่รู้จักตามเมืองต่างๆทั่วโลกกว่า 20 เมือง และได้บินมายังกรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2005 หรือไม่กี่วันก่อนงานฉลอง 600 ปี การเดินเรือของเจิ้งเหอ และที่สนามบินนานาชาติกรุงปักกิ่งนั่นเอง ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า เครื่องบินโบอิ้งรุ่นนี้จะใช้ชื่อว่า “เจิ้งเหอ” โดย นิโคล เพียสกี้ (Nicole Piasecki) รองประธานคณะผู้บริหารซึ่งดูแลด้านการตลาดและยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจของ Boeing Commercial Airplanes ได้กล่าวว่า ชื่อของเจิ้งเหอมีความหมายสอดคล้องกับการสำรวจ การรู้จักประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์ รวมทั้งจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ (Boeing 777-200LR Worldliner debuts in Beijing, 2005, June 29 เน้นโดยผู้วิจัย) ขณะที่หลินจู๋อี่ (林祖乙) อนุกรรมการจัดงานฉลอง 600 ปี การเดินเรือของเจิ้งเหอ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวว่า

"พวกเราเชื่อว่า ชื่อเสียงของเจิ้งเหอจะได้รับการเน้นย้ำมากขึ้นผ่านการตั้งชื่อให้กับเครื่องบินและการเดินทางไปทั่วโลกของเครื่องบิน การเดินทางของเครื่องบินดังกล่าวนี้จะนำความปรารถนาในมิตรภาพ สันติภาพ และการพัฒนาของพวกเราไปสู่โลกภายนอก ให้โลกได้รู้จักเจิ้งเหอ ประเทศจีน และโบอิ้งมากยิ่งขึ้น"
(Boeing 777-200LR Worldliner debuts in Beijing, 2005, June 29)

แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเบื้องหลังการตัดสินใจของบริษัทโบอิ้งที่ตั้งชื่อเครื่องบินรุ่นนี้ว่า “เจิ้งเหอ” หากแต่เมื่อพิจารณาถึงสถานะของจีนที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทนี้ ก็ทำให้มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าเรื่องดังกล่าวมีลักษณะของการต่างตอบแทน นั่นคือ บริษัทโบอิ้งยอมตั้งชื่อเครื่องบินรุ่นนี้ว่า “เจิ้งเหอ” ขณะที่จีนก็ตกลงที่จะสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้งเพิ่มอีกชุดใหญ่ โดยในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 หรือหลังจากที่งานเปิดตัวเครื่องบินโบอิ้ง 777-200LR Worldliner และงานฉลอง 600 ปี การเดินเรือของเจิ้งเหอผ่านพ้นไปได้เพียงไม่กี่เดือน จีนได้ลงนามในสัญญาซื้อเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 737-700/800 จำนวน 70 ลำ รวมมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการสั่งซื้อเครื่องบินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การบินของจีน (China signs biggest aircraft purchase agreement with Boeing, 2005, November 20) การทำข้อตกลงทางธุรกิจจึงเป็นหนึ่งในวิธีการที่จีนใช้เพื่อให้ “ทูตสันติภาพ” อย่างเจิ้งเหอเป็นที่รู้จักแก่โลกภายนอกมากยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง

เขียน ธีระวิทย์. (2549). จีนใหม่ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มติชน.

ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์. จับตาธุรกิจสายการบินในประเทศจีน. เอกสารของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน. สืบค้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552, จาก http://www.boi.go.th/thai/ download/publication_boi_today/127/boitoday_may_7_07.pdf.

Boeing 777-200LR Worldliner debuts in Beijing. (2005, June 29). People’s Daily Online. Retrieved August 28, 2009, from http://english.peopledaily.com.cn/200506/ 29/print20050629_192972.html.

Cao Desheng. (2005, July 30). US$6b deal for 50 Boeing jets in sight. China Daily Online. Retrieved November 11, 2008, from http://www.chinadaily.com.cn/ english/doc/2005-07/30/content_464789_2.htm.

China signs biggest aircraft purchase agreement with Boeing. (2005, November 20). People’s Daily. Retrieved August 28, 2009, from http://english.peopledaily. com.cn/200511/20/eng20051120_222762.html.

Wright, Timothy. (1991). Civil aviation. In The Cambridge Encyclopedia of China (pp. 50-51). Cambridge: Cambridge University Press.

เจิ้งเหอในความสัมพันธ์จีน-ไต้หวัน




เจิ้งเหอในความสัมพันธ์จีน-ไต้หวัน

สาธารณรัฐประชาชนจีนมีจุดยืนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และการรวมไต้หวันถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องทำให้สำเร็จ ตลอดระยะเวลากว่าหกทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ที่มีต่อไต้หวันอยู่หลายครั้ง จากเดิมในทศวรรษ 1950 ถึง 1970 ที่ใช้ “ไม้แข็ง” โดยเน้นการใช้กำลังเพื่อ “ปลดปล่อย” ไต้หวันออกจากจักรวรรดินิยมอเมริกัน มาเป็นการใช้ “ไม้อ่อน” ในทศวรรษ 1980 ด้วยการยื่นข้อเสนอเรื่อง “การรวมกันอย่างสันติ” (和平统一) และ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” (一国两制) และมาถึงทศวรรษ 1990 ที่จีนหันมาใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งสลับกันไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์ (ดู Wachman, 2008, pp. 1-15)


หลังจากที่หูจิ่นเทาขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อ ค.ศ. 2002 จีนก็ได้ดำเนินยุทธศาสตร์ใหม่ต่อไต้หวัน ที่เรียกว่า “ทำสิ่งที่แข็งให้แข็งมากขึ้น ทำสิ่งที่อ่อนให้อ่อนมากขึ้น” (硬的更硬,软得更软) เห็นได้จากใน ค.ศ. 2005 จีนได้ออกกฎหมายต่อต้านการแบ่งแยกดินแดน (Anti-Secession Law) เพื่อให้อำนาจแก่รัฐบาลจีนในการใช้กำลังถ้าไต้หวันประกาศเอกราช ขณะเดียวกันก็เสนอจะมอบแพนด้าสันถวไมตรีให้แก่ไต้หวัน[1] และในปีเดียวกันก็ตรงกับการจัดงานฉลองครบรอบ 600 ปี การเดินเรือของเจิ้งเหอ จีนจึงได้นำเอาเจิ้งเหอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวันด้วย ดังคำแถลงของสำนักงานสารนิเทศแห่งคณะมุขมนตรีว่า หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการจัดงานดังกล่าวก็เพื่อ “ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือทางวิชาการและวัฒนธรรมข้ามช่องแคบ กระชับความสัมพันธ์ในหมู่ชนชาติจีน และส่งเสริมภารกิจในการรวมมาตุภูมิอันยิ่งใหญ่” (เจิ้งเหอเซี่ยซีหยางลิ่วไป่โจวเหนียนซี่เลี่ยจี้เนี่ยนหัวต้งฉิงคว่าง, 7 กรกฎาคม 2004)


เหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบใน ค.ศ. 2005 ก็คือ การเดินทางมาเยือนแผ่นดินใหญ่ของผู้นำพรรคฝ่ายค้านของไต้หวัน ได้แก่ เหลียนจ้าน (连战) ผู้นำพรรคกั๋วหมินตั่ง และซ่งฉู่อวี๋ (宋楚瑜) ผู้นำพรรคชินหมินตั่ง (亲民党) เมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคมตามลำดับ เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี ที่ผู้นำระดับสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคกั๋วหมินตั่งซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกันได้มาพบปะกัน[2] โดยในโอกาสนี้ หูจิ่นเทาในฐานะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้มอบ “รัตนนาวาเจิ้งเหอ” (郑和七宝宝船) ซึ่งประกอบไปด้วยอัญมณี 7 ชนิด ให้เป็นของขวัญแก่ผู้นำพรรคทั้งสองของไต้หวัน เรือจำลองลำดังกล่าวออกแบบและสร้างขึ้นภายใต้การควบคุมดูแลของบุคคลระดับสูงและนักวิชาการของจีน โดยมีเฉียวสือ (乔石) อดีตกรรมการประจำของกรมการเมือง และอดีตประธานสภาผู้แทนประชาชน เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา ศาสตราจารย์ฉางเหวินกวง (常文光) ซึ่งเป็นผู้วางแผนทั่วไปในการจัดสร้างเรือได้ระบุว่า การมาเยือนแผ่นดินใหญ่ของเหลียนจ้านในครั้งนี้มีเนื้อหาสาระเฉกเช่นการเดินเรือของเจิ้งเหอเมื่อ 600 ปีที่แล้ว นั่นคือ เป็นการเดินเรือเพื่อแสวงหาสันติภาพ (Hu Jintao presented Lian Zhan with Zheng He Seven-Gem Ship, 2005, April 30) สอดคล้องกับหนังสือพิมพ์ เศรษฐกิจรายวัน (经济日报) ในสังกัดคณะมุขมนตรีซึ่งรายงานว่า รัตนนาวาลำดังกล่าวไม่ใช่ของขวัญธรรมดา หากแต่ยังมีความหมายต่อการสร้างสันติภาพอีกด้วย เพราะชื่อของเจิ้งเหอนั้นพ้องเสียงกับคำว่า “เจิ้งเหอ” (正和) ซึ่งหมายถึง การแก้ไขปัญหาข้อพิพาท หรือการลดความตึงเครียด ชื่อของเจิ้งเหอจึงเป็นเสมือนสัญญาณบ่งบอกว่า ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น (Zheng He Seven-Gem Ship is not just a gift, 2005, May 30)

[1] อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีเฉินสุยเปี่ยน (陈水扁) จากพรรคหมินจิ้นตั่ง (民进党) ของไต้หวัน ได้ปฏิเสธที่จะรับข้อเสนอดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อหม่าอิงจิ่ว (马英九) จากพรรคกั๋วหมินตั่งได้เป็นประธานาธิบดีใน ค.ศ. 2008 ไต้หวันจึงยอมรับข้อเสนอจากจีน โดยจีนได้ส่งมอบแพนด้า 2 ตัว นามว่า “ถวนถวน” (团团) และ “หยวนหยวน” (圆圆) ให้แก่ไต้หวันในเดือนธันวาคมของปีนั้น
[2] การพบปะครั้งสุดท้ายระหว่างผู้นำระดับสูงสุดของทั้งสองพรรคก็คือ การประชุมร่วมกันระหว่างเหมาเจ๋อตงกับเจียงไคเช็ค (蒋介石) ณ เมืองฉงชิ่ง เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 เพื่อหาทางยุติสงครามกลางเมือง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ



เอกสารอ้างอิง

Hu Jintao presented Lian Zhan with Zheng He Seven-Gem Ship symbolizing a long and peaceful voyage rich in significance. (2005, April 30). Ta Kung Pao. Retrieved March 31, 2009, from http://www.qkwh.com/english/zhbc/zhbc07.htm.

Wachman, Alan M. (2008). Why Taiwan? Geostrategic Rationales for China’s Territorial Integrity. Singapore: NUS Press.

Zheng He Seven-Gem Ship is not just a gift. (2005, May 30). Economic Daily. Retrieved March 31, 2009, from http://www.qkwh.com/english/zhbc/zhbc07.htm.